Switzerland

Known as a summer and winter sports paradise (just look at those glistening white 4000m-plus Alpine peaks and glittering lakes), Switzerland is where people first skied for fun. Illustrious names evoke all the romance and glamorous drama of the mountain high life: Zermatt, St Moritz, Interlaken, Gstaad, the Jungfrau, Verbier and more. Cities like Geneva (the most cosmopolitan), Zürich (the most outrageous), Basel and Lausanne heave with heady artistic activity and sometimes incendiary nightlife.
Beyond the après-ski chic, edelweiss and Heidi lies a complex country of cohabiting cultures. It not only has four languages (Swiss German, French, Italian and Romansch), but the cultural variety to match. You could be chomping on sausages over beer in an oom-pah-pah Stübli one day and pasta over a glass of merlot in a granite grotto the next. And if over-indulgence becomes a problem try one of the country’s thermal baths, from Yverdon-les-Bains to Scuol.
The grandeur of the finest churches, such as the cathedrals in Lausanne and Bern, contrasts with sparkling but lesser-known treasures like the frescoes of Müstair or the abbey complex of St Gallen (both World Heritage sites).
เปิดชีวิตต่างแดนนศ.ไทยในสวิส
สามสาวที่ทีมงาน eduzones ไปจ๊ะเอ๋ที่ Glion สวิตเซอร์แลนด์ “แพร-ลูกหว้า-นุ่น”
มีเส้นทางเดินน่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นการค้นหาตัวเองเพื่อเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ
เป็นแนวทางและประสบการณ์ดี ๆ ที่ทั้งสามคนยินดีเล่าสู่กันฟัง…
แพร (คนแรกจากขวา) นุ่น (ที่3 จากขวา) และ ลูกหว้า (ซ้ายสุด) พร้อมเพื่อน ๆ นักเรียนไทย และผู้บริหาร GLION
“แพร” ศิวัตรา รุ่งเจริญ สาวผิวคล้ำแต่คมเข้ม จบปริญญาตรีและโทด้านนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จากนั้นมีโอกาสเข้าทำงานในหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ “BMW ไทยแลนด์ แต่พอได้ทำหน้าที่สักพัก ก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่า จริง ๆ แล้ว น่าจะเดินไปในสายงานบริการถึงจะเป็นสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง…
“แพรทำงานด้วย แล้วพยายามค้นหาตัวเองด้วย จนในที่สุดเมื่อได้ประมวลเหตุผลหลาย ๆ อย่าง รวมทั้งเรามีประสบการณ์มากขึ้น จึงตัดสินใจว่าเราน่าจะเหมาะกับงานบริการ จึงเริ่มค้นหาข้อมูลการเรียนด้านการโรงแรมอย่างจริงจัง แล้วก็มาลงเอยที่ Glion เพราะจากข้อมูลสถิติทุกอย่างยืนยันได้ว่ามีมาตรฐานไม่เป็นรองใครในโลก จึงสมัครเรียนหลักสูตรการจัดการโรงแรม ระยะเวลา 1 ปี ซึ่งในช่วงนี้ก็มีฝึกงานในโรงแรม 6 เดือนด้วย
การเรียนจะว่าหนักก็หนัก การบ้านเยอะ แต่ก็สนุก มีเพื่อนต่างชาติเยอะมาก ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนหลาย ๆ อย่าง ทั้งภาษา วัฒนธรรม พอช่วงว่าง ๆ เราก็พากันไปพักผ่อนตามประเทศต่าง ๆ เช่นยุโรป อิตาลี เพราะการเดินทางสะดวกมาก ค่าใช้จ่ายก็ไม่สูง
ถ้าน้อง ๆ ที่ต้องการมาเรียนที่สวิส อยากแนะนำว่าต้องแน่ใจว่าเราอยากเรียนด้านนี้จริง ๆ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นเรียนไม่สนุกและไม่มีความสุขแน่ ๆ ที่สำคัญห้ามติดเที่ยวหรือติดปาร์ตี้เด็ดขาดเพราะจะเป็นอุปสรรคในการเรียน ส่วนถ้าใครต้องการสมัครก็ติดต่อได้ขอรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ www.ekthana.com จะมีพี่ ๆ คอยดูแลและช่วยเหลืออย่างดี”
แพร (ขวา) และเพื่อนซี้ ลูกหว้า…
“ลูกหว้า” น้ำพลอย คุ้มวัน บัณฑิตอักษรศาสตร์ จุฬาฯ มีประสบการณ์การทำงานในหน้าที่แอร์โฮสเตสกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ แต่ด้วยความรักในงานบริการทำให้ลูกหว้ามุ่งมั่นมากกว่าที่จะทำหน้าที่บนเครื่องบิน จึงตัดสินใจเบนเข็มมุ่งมาทางด้านการโรงแรมแทน
“มาเรียนหลักสูตร 1 ปีเช่นเดียวกันค่ะ คือเราอยากทำหน้าที่บริหารจัดการงานด้านโรงแรมด้วย เลยตัดสินใจลาออกจากอาชีพเดิมเพื่อมาเรียนการโรงแรมโดยตรง สำหรับการเรียนก็ถือว่าสนุกและได้ประสบการณ์ชีวิตมาก จากกลุ่มเพื่อน ๆ ต่างชาติ คิดว่าสิ่งนี้มีประโยชน์มากสำหรับการทำงาน และการทำอาชีพของเราในอนาคต เพราะเพื่อน ๆ ต่างชาติเหล่านี้แหละที่ต่อไปเราจะต้องติดต่อธุรกิจ พูดคุย ร่วมมือกันด้านต่าง ๆ
สำหรับลูกหว้า การเรียนนั้นจะไม่เครียด ปล่อยให้เราเรียนตามสบาย จะได้มีความสุข เพราะหากเครียดเมื่อไหร่เราก็อาจจะไม่อยากเรียนก็ได้ ก็อยากแนะนำน้อง ๆ ว่าถ้าอยากมาเรียนที่นี่ นอกจากความรู้ในตำราที่เราได้แล้ว การฝึกงานจริงถึง 6 เดือนก็เป็นประโยชน์มาก และที่สำคัญที่นี่มีความปลอดภัยสูง ไม่ต้องกลัวเวลาเดินกลับบ้านหรือไปไหนมาไหนคนเดียว
นุ่น ขณะทำหน้าที่ระหว่างเรียน…
อีกหนึ่งสาวอักษรศาสตร์จากรั้วศิลปากร “นุ่น” ชวิสรา สงวนเสริมศรี พอเรียนจบก็มุ่งหน้าสู่สวิสทันที เพราะเธอมีคำตอบอบู่ในใจอยู่แล้วว่าชอบงานด้านบริการจึงเลือกเรียนที่ Glion แบบไม่ลังเล
“มีความชอบเป็นส่วนตัวเรื่องงานบริการอยู่แล้ว พอจบปริญญาตรีจึงมุ่งหน้ามาทางนี้ โดยนุ่นเรียนหลักสูตรปริญญาโท เรียน 1 ปีและฝึกงานอีก 6 เดือน การเรียนก็ถือว่าหนักเอาเรื่อง แต่ไม่ถึงกับทนไม่ได้ เพราะเรามีความชอบเลยตั้งใจเป็นพิเศษ ก็กะว่าหลังเรียนจบจะหางานทำที่สวิสสักพัก แล้วค่อยหาช่องทางอื่นต่อไป
แนะนำน้อง ๆ ที่อยากมาเรียนต่อว่า ที่สวิสแม้จะสะดวกสบาย แต่การเรียนเราต้องจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องบริการ เราต้องรู้จริง มีประสบการณ์จริง หากไม่ตั้งใจจริง ติดเที่ยว หรือไม่ทุ่มเท การเรียนก็จะไม่ค่อยดีตามมา ส่วนการเรียนด้านนี้คิดว่าในประเทศไทยเราจะยังสามารถหางานทำและมีรายได้ค่าตอบแทนดีอยู่ เพราะคนเราต้องกินต้องเที่ยว แม้เศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี แต่เรื่องกินเรื่องเที่ยวคนเรายังต้องมีอยู่แน่นอน”
ห้องสมุดพร้อมให้เรียนรู้
สโมสรภายในสถาบัน
มองจากสถาบันซึ่งอยู่บนยอดเขา …
จบการศึกษาปริญญาโทโรงเรียนกลียง มิถุนายน/๒๕๕๒
สวัสดีค่ะ ดิฉันอรพิชา นิยมศิลป หรือ ปิ๋ม ศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี ที่สถาบัน Glion Institute of Higher Education ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เริ่มแรกปิ๋มขอเล่าถึงโรงเรียนที่ปิ๋มเรียนอยู่ค่ะ
หลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาตรีของที่นี่ มีทั้งหมดเจ็ดเทอม เรียนเทอมละครึ่งปี เทอมหนึ่งถึงสามถูกแบ่งไปอยู่ในเมืองที่ชื่อว่า Montreux ซึ่งเป็นเมืองริมทะเลสาบเจนีวา หรือที่นี่เรียกว่า Lac Léman โรงเรียนตั้งอยู่บนเนินเขา นักเรียนเทอมหนึ่งจะได้พักหอในโรงเรียน ซึ่งห้องพักเกือบทุกห้องจะเป็นวิวทะเลสาบค่ะ ทุก ๆ เย็นจะเห็นพระอาทิตย์ตกน้ำ เป็นภาพที่เห็นได้ทุกวันตลอดครึ่งปีค่ะ
ในเทอมหนึ่งนี้จะได้เรียนเกี่ยวกับการทำงานทั่วไปในโรงแรม เช่น พนักงานต้อนรับ แม่บ้าน หรือห้องอาหาร นอกจากนี้โรงเรียนยังให้นักเรียนได้ฝึกภาคปฏิบัติสองอาทิตย์ในครัว และอีกสองอาทิตย์ในห้องอาหารของโรงเรียน เป็นที่แรกที่ปิ๋มได้เรียนการอ่านฉลากไวน์ ได้ลงมือจัดวางช้อนบนโต๊ะอาหาร และมารยาทบนโต๊ะอาหารแบบสากลค่ะ
เมื่อเราได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ เหล่านี้แล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะได้ใช้ความรู้ของเรามาปรับเข้ากับงานในเทอมสองค่ะ เทอมนี้เป็นเทอมของการฝึกงาน โรงเรียนมีแผนก Internship Office ช่วยนักเรียนเรื่องการสมัครงาน โดยจะต้องเตรียมตัวตั้งแต่เทอมหนึ่ง และอีกครั้งค่ะ เป็นครั้งแรกที่ปิ๋มได้เรียนรู้การเขียน Curriculum Vitae หรือ CV อย่างมืออาชีพ
การฝึกงานในเทอมสองนี้ ปิ๋มถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในอนาคตเลยค่ะ ได้เรียนรู้ตำแหน่งงาน ไม่เพียงแต่ของตัวเอง แต่ยังได้มีโอกาสเรียนรู้การทำงานของแผนกอื่น ๆ อีกด้วย หากใครได้ทำงานในต่างประเทศ อาจมีปัญหาเรื่องภาษาและการปรับตัว แต่นิ่แหล่ะค่ะ คือสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ไม่เคยทำงานในต่างประเทศมาก่อน ปิ๋มแนะนำให้ไปในประเทศที่มีเพื่อนหรือคนรู้จักอยู่ค่ะ เพราะการทำงานแตกต่างจากการเรียนในต่างประเทศ ที่ถึงแม้จะอยู่ต่างบ้านต่างเมือง แต่ก็ยังมีเพื่อนร่วมชั้นเรียน ไว้คอยไปไหนมาไหนด้วย แต่การฝึกงานนั้น ตารางทำงานอาจจะไม่เหมือนคนอื่น ความเหงาและไม่มีกำลังใจ ก็อาจจะตามมาค่ะ ไหนจะเรื่องเอกสาร หรือใบอนุญาตการทำงานในต่างประเทศ การจัดการเรื่องที่พักอาศัย สำหรับการฝึกงานครั้งแรกของปิ๋มนี้ ถือว่าปิ๋มได้เรียนรู้ประสบการณ์การใช้ชีวิตคนเดียวในต่างเมือง มากกว่าการทำงานอีกค่ะ
หลังจากที่เราได้สัมผัสการทำงานจากชีวิตจริงแล้ว เทอมสามและเทอมสี่จะได้เรียนเกี่ยวกับการบริหารงานในอุตสาหกรรมการโรงแรมค่ะ อย่างเช่น ถ้าเราเปิดโรงแรมขนาดนี้ ห้องเท่านี้ จะต้องจ้างพนักงานกี่คน หรือว่า ถ้าต้นทุนเท่านี้ จะต้องขายห้องในวันหนึ่ง ๆ ให้ได้เท่าไหร่ถึงจะคุ้มทุน ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ เป็นต้นค่ะ ไม่เพียงเท่านี้ ในเทอมสาม ยังมีให้เราได้ฝึกภาคปฏิบัติในโรงเรียนอีกรอบหนึ่งค่ะ มีตัวเลือกให้ระหว่างแผนก Room Division กับ F&B ปิ๋มได้ร่วมกับกลุ่ม F&B ค่ะ ครั้งนี้ปิ๋มได้มีโอกาสทำตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการร้านอาหาร จะต้องคิดรูปแบบร้านอาหารเอง ตกแต่งเอง คิดเมนูเอง ไปจนถึงทำบัญชีสั่งของ ตลอดหนึ่งเดือน ส่วนเทอมสี่จะย้ายมาเรียนในอีกแคมปัสนึงค่ะ
ในเทอมสี่ถึงเทอมเจ็ด ปิ๋มย้ายมาเรียนที่เมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Bulle เป็นเมืองที่พูดทั้งภาษาฝรั่งเศสและเยอรมันค่ะ อยู่ติดกับ Gruyère แหล่งผลิตชีสชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ และอย่างที่บอกไว้ เทอมนี้เรียนด้านบริหาร หลังจากนี้ พอเทอมห้าจะได้ฝึกงานอีกครั้ง แต่ต่างจากเทอมสองตรงที่ว่า ฝึกงานเทอมห้าควรจะฝึกด้านการบริหารค่ะ ปิ๋มแนะนำว่าครั้งนี้ควรกลับไปฝึกงานในประเทศไทย หรือในประเทศที่เราสามารถพูดภาษาท้องถิ่นเค้าได้ เพราะในการบริหารนี้ คุณสมบัติแรกที่ควรมี คือความสามารถในการสื่อสาร ฉะนั้นภาษาเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ซึ่งจะส่งผลถึงตำแหน่งงานที่เราจะได้รับอีกด้วย
ต่อมาในเทอมหก และเทอมเจ็ด นักเรียนจะได้เลือกสาขาวิชาแยกย่อยออกไปค่ะ ในปีสุดท้ายนี้จะได้เรียนเรื่องการบริหารในทุก ๆ ธุรกิจ เน้นตามสาขาวิชาที่เราเลือก ยกตัวอย่างเช่น BBA, Finance, Marketing, Human Resource, Events and Tourism ในเทอมหกและเจ็ดนี้ นักเรียนทุกคนจะต้องเขียนวิทยานิพนธ์ส่งในปลายเทอม และในขณะเดียวกัน ในเทอมเจ็ด Internship Office อีกครั้ง จะช่วยปั้นนักเรียน Glion ทั้งด้านการเตรียมตัวสมัครงาน การเลือกตำแหน่งงาน ให้จบออกไปอย่างเป็นคนมีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลค่ะ
More about Switzerland
ค่ายกิจกรรม
-
Les ElfesLes Elfes International summer and winter camps provides a perfect mix of education and recreation through international travel, helping students become more balanced, open and insightful world citizens…
สถานที่เรียน
-
Les Roches International School of Managementบริษัทเอกธนาฯ เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวของ Les Roches International School of Management ซึ่งปัจจุบันได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงเรียนการโรงแรมที่ดีที่สุด 3 อันดับแรกของโลก …
-
Glion Institute of Higher Educationจุดเด่นคือเป็นโรงเรียนที่เด่นทางอุตสาหกรรมการบริการ ซึ่งมีหลักสูตร Hospitality Management, Event Entertainment และ Sport Management และ ปริญญาโททางด้าน Hospitality Management and Hospitality Education มีหลักสูตรมีระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือน- 4 ปี
-
Les Roches-GruyèreIn January 2009, Les Roches-Gruyère launched a Bachelor of Science in Hospitality Management. Students are able to choose between two different specialisations. The first one is in international hospitality management while the second…
-
DCT University Centerสถาบัน DCT อยู่ที่เมืองลูเซิร์น เป็นเมืองที่น่าอยู่มาก ซึ่งอยู่ติดกับประเทศเยอรมัน DCT มีทั้งหลักสูตร Certificate, Diploma, ปริญญาโท โดยมีระยะเวลา 3 เดือน จนถึง 3 ปี จุดเด่นของที่นี่คือ หลักสูตร Culinary (ศิลปศาสตร์การครัว) ที่ดี โดยการเรียนที่นั่น…
-
IUKB
อยู่ทางตอนใต้ของสวิตเซอร์แลนด์ ติดกับประเทศฝรั่งเศส ที่นี่มีหลักสูตร 3 ปี สำหรับปริญญาตรีทางด้านธุรกิจและการท่องเที่ยว และหลักสูตรปริญญาโท 1 ปี ด้าน ปริญญาโท Banking & Corporate Finance, Master of Industrial Management, รวมทั้งมีทุนสำหรับ…











สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ ณิชาพร ขจรวงศ์ (ปูเป้) หรือเรียกสั้นๆว่าเป้ค่ะ มีเรื่องเล่าจากแดนนาฬิกาให้ฟังกันค่ะ การ ที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ง่ายไปทุกอย่าง การเตรียมตัวก่อนเดินทางนับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเตรียมตัวดี ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งการไปศึกษาต่อต่างแดน เริ่มแรกจากการเตรียมตัวเบื้องต้น ไหนจะต้องสอบคะแนนภาษาอังกฤษให้ผ่าน ใช้เกรดเฉลี่ยที่เคยเรียนมาเพื่อยื่นเอกสารการขอเข้าเรียน หลังจากที่มหาวิทยาลัยรับแล้ว เราจึงต้องเตรียมตัว โดยขึ้นอยู่กับว่า จะไปเรียนที่ไหน ในกรณีของเป้แล้วได้เลือกเรียนที่ Glion Institute of Higher Education ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สาขา Master of Business Administration in service industry เป็นระยะเวลา 1 ปี “สถาบัน ที่เลือกเรียนนั้น อยู่ในฝั่งที่ต้องพูดภาษาฝรั่งเศสค่ะ ดังนั้นแน่นอนว่า ภาษาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญมาก ถึงเราจะมาเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ แต่ทว่าการใช้ชีวิตข้างนอกนั้นต้องใช้ภาษาฝรั่งเศส โดยเฉพาะในเมือง Bulle ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษกันมากนัก คนพื้นเมืองก็พูดภาษาอังกฤษได้บ้างไม่ได้บ้างตามแต่โอกาส และสถานที่”ก่อนเดินทางไปเจอกับสถานการณ์จริงในต่างแดนว่า “ตอน แรกไม่สามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้เลยค่ะ ต้องไปลงเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศสกับเพื่อนๆ ที่จะเดินทางไปด้วยกัน เพื่อให้เราได้มีพื้นฐานเบื้องต้น พอที่จะรู้ว่าภาษาฝรั่งเศสเป็นอย่างไร เพื่อที่เวลาไปถึงที่นั่นแล้ว เราจะสามารถพัฒนาภาษาของเราได้ หรือ อย่างน้อยๆ แค่พอเอาตัวรอด พอจะเข้าใจการสนทนาง่ายๆในชีวิตประจำวันได้” เรื่องต่อมาที่มีความสำคัญ คือ การปรับตัวกับสภาพแวดล้อม อยากจะบอกว่า อยู่เมืองไทย แน่นอนว่ามีความสุขสบาย มีรถ มีบ้าน ไปไหนมาไหนสะดวก เพราะเราคุ้นเคย แต่การไปอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ เราต้องเจอกับการหลงทาง เดินตากฝน ถนนลื่น เดินลื่นเพราะหิมะ ซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติของเพื่อนทุกคนที่เรียนอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ เพราะอากาศที่นี่หนาวมาก โดยเฉพาะในเดือนธันวาคม – มกราคม อุณหภูมิ ติดลบถึง 10-15 องศาเลยค่ะ แต่สิ่งเหล่านี้ ส่วนตัวปูเป้ถือว่าเป็นเรื่องที่สนุก และเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในบ้านเราเช่นกันนอกจากนี้ เป้ ขอแนะนำว่า การมีโอกาสได้ไปศึกษาในต่างประเทศนั้น ไม่ควรเรียนรู้แค่ในห้องเรียน “ไม่ ว่าเราจะไปศึกษาต่อในประเทศใดก็ตาม หากมีงานเทศกาลอะไร เราควรที่จะได้เข้าไปมีส่วนร่วม เข้าไปดู เพราะจะเป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริงๆ เราจะเห็นอะไรในต่างมุม ได้สัมผัสกับความร่าเริงแจ่มใสของผู้คน เวลามีเทศกาล นอกจากนี้ หากใครได้มาเรียนที่สวิสเซอร์แลนด์ อยากให้ใช้เวลาว่างในช่วงปิดเบรก ว่าควรที่จะไปเที่ยวประเทศใกล้ๆ เพราะราคาตั๋วเดินทางนั้นถูกมาก และเราสามารถนั่งรถไปประเทศต่างๆของยุโรปเพื่อท่องเที่ยวได้ ซึ่งจะเป็นประสบการณ์ที่หลากหลาย ได้สัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่าง ดังนั้นใครชอบประสบการณ์นอกห้องเรียนแบบนี้ จะได้เปรียบคนที่ไปเรียน อเมริกา ออสเตรเลีย หรือ แคนาดา พอสมควร”สุดท้าย เป้ ขอ ฝากข้อคิดเอาไว้ว่า “สำหรับน้องๆที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศนั้น ควรเตรียมตัว ทางด้านภาษาเป็นอันดับแรก จากนั้นหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศและสถานที่ที่เราจะไปอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเราจะได้ไม่เสียสิทธิ์หลายๆอย่าง และจะทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การเดินทางด้วย รถบัส รถไฟ หรือเครื่องบินนั้น มีส่วนลดสำหรับนักศึกษาทั้งนั้น เราจึงควรที่จะตรวจสอบให้ดีว่า มีโปรโมชั่นหรือบัตรอะไรที่พอจะลดราคาลงได้ เพราะบางครั้งนั้นราคาลดลงกว่ากันครึ่งต่อครึ่งเลยค่ะ”ณิชาพร ขจรวงศ์








