Les Roches Ranked Among Top 5 Higher Education Institutions for Hospitality and Leisure Management

Les Roches ติดอันดับท็อป 5 สถาบันการบริหารธุรกิจบริการ
Les Roches Global Hospitality Education ได้ถูกจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 4 ของสถาบันที่เปิดสอนในด้านการบริหารจัดการธุรกิจบริการ และอันดับ 2 ของโลกในฐานะสถาบันที่มีชื่อเสียงโดยประเมินจากความเห็นขององค์กรผู้จ้างงาน โดย QS World University ในปี 2017
The QS World University Rankings ได้จัดอันดับประเภทของมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆโดยแบ่งแยกตามสาขาวิชา โดยคลอบคลุมกว่า 46 สาขาในปี 2017 นี้ โดยคาดหวังว่าว่าสามารถช่วยนักเรียนให้สามารถจำแนกมหาลัยที่มีชื่อเสียงในสาขาวิชาที่แตกต่างกันเพื่อสาขาที่ตนเองสนใจและต้องการเรียน โดยมีการเพิ่มสาขาวิชาที่มากขึ้นในแต่ล่ะปีเพื่อตอบสนองความต้องการและการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น
ในประเภทของสาขาการบริหารการจัดการธุรกิจบริการ ได้มีการสำรวจโดยใช้เกณฑ์การวัดสองอย่างคือในด้านวิชาการและความพึงพอใจของผู้จ้างงานเพื่อใช้ในการประเมินชื่อเสียงของสถาบันในหมู่นักวิชาการนานาชาติและบรรดาเหล่าผู้นำในอุตสาหกรรม ในปี 2017 The QS World University Rankings ได้รับการตอบรับการสำรวจจากนักวิชาการกว่า 74,651 คนและนายจ้างกว่า 40,643 ทั่วโลก
“Les Roches ยังคงเตรียมความพร้อมให้นักเรียนด้วยคุณภาพการศึกษาที่ดีที่สุดในหลักสูตรการจัดการธุรกิจบริการตามรากฐานแบบแผนสวิสท่ามกลางเครือข่ายความเป็นนานาชาติของแคมปัสทั้งห้าแห่งในสี่ประเทศ” โซเนีย ทาทาร์ CEO Worldwide ของ Les Roches ได้กล่าวไว้ว่า จุดมุ่งหมายของสถาบันการบริหารธุรกิจบริการทุกๆแห่งคือเตรียมความพร้อมให้กับคนที่จะเป็นผู้บริหารในอนาคต ผลสำรวจนี้ได้ยืนยันแล้วว่าผู้จ้างงานมีความพึงพอใจกับความแตกต่างอย่างเป็นธรรมชาติของรูปแบบหลักสูตรของเราซึ่งเป็นการผสมผสานการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์กับนวัตกรรมยุคสมัยใหม่เข้ากับการเตรียมพร้อมสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ Sommet Education บริษัทแม่ของ Les Roches มีความพยายามที่จะเตรียมพร้อมบัณฑิตเพื่อความสำเร็จในอุตสาหกรรมธุรกิจบริการในอนาคตด้วยวิชาการที่เข้มข้น ทักษะเรียนรู้พื้นฐานและปลูกฝังบุคลิกความเป็นสากล โดยเป็นที่ยอมรับว่า Sommet Education เป็นองค์กรเพียงหนึ่งเดียวที่มีถึงสองสถาบันในเครือที่ติดอันดับท็อป 5 ของโลกในเรื่องความพึงพอใจของผู้จ้างงาน “เรามีความยินดีที่ The QS World University Rankings ได้ให้เกียรติโรงเรียนทั้งสองแห่งของเราได้เป็น 1 ใน 5 สถาบันที่นายจ้างมีความพึงพอใจมากที่สุด” Benoît-Etienne Domenget, CEO ของ Sommet Education กล่าว “ผลสำรวจได้เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่า Les Roches มีการเรียนการสอนที่มีนวัตกรรมและมีความเป็นนานาชาติเพื่อนำไปสู่การฝึกฝนนักเรียนให้มีทักษะการจัดการธุรกิจและความเป็นเจ้าของกิจการที่กำลังเป็นที่ต้องการในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน
Les Roches Global Hospitality Education
ก่อตั้งเมื่อปี 1954, Les Roches เป็นสถาบันเอกชนที่มีแบบแผนการเรียนตามแบบแผนสวิส โดยเรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยมีหลักสูตรปริญญาตรี อนุปริญญาโทและปริญญาโทในสาขาบริหารการจัดการธุรกิจบริการ, การท่องเที่ยว และการจัดการอีเว้นท์ Les Roches ได้เตรียมความพร้อมให้บัณฑิตมีความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆท่ามกลางเครือข่ายความเป็นนานาชาติของแคมปัสในสวิตเซอร์แลนด์, สเปน, สหรัฐอเมริกา, จีนและจอร์แดน
Les Roches ได้รับการรับรองในระดับอุดมศึกษาโดย the New England Association of Schools and Colleges, Inc. (NEASC). ซึ่งรับรองมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงาน “La Foire Suisse: Experiencing Swiss Education and Culture – ตลาดนัดการศึกษาและวัฒนธรรมสวิส” เมื่อวันที่ 29-30 มกราคมที่ผ่านมา ณ สยามพารากอน
งาน “La Foire Suisse: Experiencing Swiss Education and Culture – ตลาดนัดการศึกษาและวัฒนธรรมสวิส” จัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลป์ยาณวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย หอการค้าสวิส-ไทย ชุมชนชาวสวิสในประเทศไทย และสายการบินสวิสแอร์ เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยและฉลองครบรอบ 70 ปีแห่งการก่อตั้งสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมป์
สำหรับงานวันแรกในวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคมนั้น ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในด้านต่างๆมาร่วมงาน อาทิ ฯพณฯ อีโว ซีเบอร์ เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย กอบลาภ โปษะกฤษณะ นายกสมาคม สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ในพระอุปถัมภ์ฯ นายบรูโน โอเดอร์แมท ประธานหอการค้าสวิส – ไทย เอกธนา ฝ่ายซ้ายคราม กรรมการสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ในพระอุปถัมภ์ฯและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ภายในงานประกอบไปด้วยนิทรรศการพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะที่ทรงประทับในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งนอกจากพระราชประวัติแล้วนิทรรศการยังได้รวบรวมภาพหายากของพระองค์มาให้ประชาชนชาวไทยได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมีอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการการศึกษา ซึ่งผู้บริหารจากสถาบันการศึกษาชั้นนำต่างๆ กว่า 23 แห่ง บินตรงจากสวิตเซอร์แลนด์มาให้ช้อมูลเกี่ยวกับสถาบันและหลักสูตรทีเปิดสอน ทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย มหาวิทยาลัย รวมทั้งหลักสูตรระยะสั้นเช่น ซัมเมอร์และวินเทอร์แคมป์ รวมทั้งยังมีตลาดนัดสินค้าคุณภาพจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อาทิ ชีส ช็อคโกแล็ต กาแฟ ไวน์ มีด เครื่องเขียน เป็นต้น

ส่วนกิจกรรมบทเวทีนั้น เริ่มต้นด้วยการบรรยายในหัวข้อ “World Class Education – Study in Switzerland” โดย เอกธนา ฝ่ายซ้ายคราม กรรมการสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ในพระอุปถัมภ์ฯและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาของประเทศสวิตเซอร์แลนด์แก่ผู้ปกครองที่สนใจส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้การศึกษาของประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นหนึ่งใน “ที่สุดของโลก” รูปแบบการเรียนการสอน การส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน การดูแลเอาใจใส่นักเรียน เป็นต้น จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงสัมภาษณ์คุณสุนีย์รัตน์ ฮุทเทอร์ ผู้ช่วยกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครซูริค ในประเด็นความแตกต่างระหว่างการศึกษาไทยกับสวิส เพื่อฟังมุมมองและความคิดเห็นทั้งในฐานะผู้ช่วยกงสุล และฐานะผู้ปกครองที่มีลูกเรียนอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะมอบรางวัลซัมเมอร์แคมป์เวลา 2 สัปดาห์จำนวน 2 รางวัล จากโรงเรียน St. George’s International School Switzerland ให้ผู้โชคดี ตามด้วยช่วงเสวนาโดยศิษย์เก่า เช่น สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ นักเขียนเรื่อง ‘Neuf-เนิฟ เก้าเรื่องเมืองสวิส‘ เวิร์คช็อปทำช็อคโกแล็ต การแสดงโดยนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี แผนกสวิส

สำหรับวันจันทร์ที่ 30 มกราคม นั้น งาน“La Foire Suisse: Experiencing Swiss Education and Culture – ตลาดนัดการศึกษาและวัฒนธรรมสวิส” ได้รับพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นอย่างยิ่ง โดยทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงาน และเยี่ยมชมนิทรรศการและสินค้าต่างๆ

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา Glion และ Les Roches สองโรงเรียนบริหารการโรงแรมชื่อดังของโลก ร่วมกับ เอกธนา เอ็ดยูเคชั่น เซอร์วิสเซส จัด Global Leadership Careers Workshop ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ โดยเชิญนักเรียนจากทั่วเอเชียนับ 80 คนมาเข้าร่วมเวิร์คช็อปหนึ่งวันเต็ม แม้จะเริ่มลงทะเบียนกันตั้งแต่ 8 โมงเช้าในวันเสาร์ แต่น้องๆนักเรียนก็มากันแต่เช้าเพื่อรอลงทะเบียนเข้างานกันอย่างคับคั่ง

ตอนนี้เป็นช่วงของธุรกิจอีเว้นท์และเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ โดยน้องๆจะได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจบันเทิงมากขึ้น โดยมีวิทยากร คือ คุณ Franck Droin Hotel Manager โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ มาให้ความรู้ ก่อนจะให้น้องๆได้ไปพักจิบชาดื่มกาแฟ โดยสามารถเข้าไปพูดคุยกับตัวแทนจากโรงเรียนบริหารการโรงแรมต่างๆในเครือ Laureate เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษาต่อได้อย่างใกล้ชิด

จบช่วงเช้า เราย้ายมารับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร Lord jim’s ห้องอาหารชื่อดังของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล โดยเสิร์ฟเป็นบุฟเฟ่ต์นานาชาติแบบพรีเมี่ยม โดยมีเมนูขึ้นชื่ออาทิเช่น ฟัวกราส์ ล็อบสเตอร์ ปลาหิมะ น้องๆทุกคนจะได้สัมผัสบรรยากาศการบริการและอาหารชั้นเลิศของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล

ช่วงไฮไลท์ของวันมาถึงแล้ว ตอนนี้น้องๆกำลังร่วมกันระดมสมองเพื่อทำโปรเจ็คใหญ่ ออกแบบโรงแรมอย่างละเอียดยิบ ทั้งชื่อโรงแรม สโลแกน สถานที่ตั้ง ประเภท ขนาด รวมทั้งเซอร์วิสอื่นๆที่จะมีเพิ่มในโรงแรม ทั้งหมดนี้มีเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น โดยช่วงสุดท้ายของงานดำเนินมาถึง ช่วงมอบรางวัลให้กับน้องๆที่มีความสามารถโดดเด่น เป็นรางวัลซัมเมอร์แคมป์ทั้งจาก Glion และ Les Roches ให้น้องๆได้ไปสัมผัสประสบการณ์และทดลองเรียนในห้องเรียนจริงๆที่สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ จีนและสเปน

ไม่ว่าจะเป็นการส่งความสุขด้วยของขวัญหรือการดื่มด่ำกับอาหารและเครื่องดื่ม ทุกประเทศในแถบยุโรปต่างก็มีขนบธรรมเนียมในการเฉลิมฉลองคริสต์มาสในแบบของตัวเอง เราจะมาบอกเล่าธรรมเนียมรื่นเริงของสวิตเซอร์แลนด์ให้คุณได้ลองฉลองคริสต์มาสแบบฉบับสวิส

Photo: Theo Crazzolara
เมื่อผนังบ้านเริ่มถูกประดับด้วยปฏิทิน Advent Calendar เพื่อนับถอยหลังเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาส ก็ได้เวลาสวมผ้ากันเปื้อนและมองหาแม่พิมพ์คุกกี้รูปดาว
“หลายครอบครัว โดยเฉพาะบรรดาเด็กๆอบและตกแต่งคุกกี้คริสต์มาสอย่างสนุกสนาน นับเป็นเทศกาลสำคัญของครอบครัวที่พ่อแม่ลูกจะได้ใช้ช่วงเวลาร่วมกัน” Katalin Fekete ผู้ร่วมเขียนหนังสือสูตรทำ Swiss Cookies กล่าว
ช็อตเบรดมะนาวสไตล์มิลาน คุกกี้ซินนามอนรูปดาว และบราวนี่สไตล์สวิส คือขนมแบบดั้งเดิมของสวิตเซอร์แลนด์ในแถบที่พูดภาษาเยอรมัน ซึ่งตอนนี้ได้เผยแพร่ไปสู่บริเวณอื่นๆด้วย ยังมีขนมเฉพาะถิ่นอีกหลายอย่างเช่น คุ้กกี้แอนนิซีด จากเมือง Aargau บิสกิตขิงเล็คเคอลี่จาก Basel และบิสกิตน้ำผึ้งเตียร์เกิลจากเมือง Zurich
Fekete เสริมว่า “รัมบอลและช็อคโกแล็ตทรัฟเฟิล ก็เป็นที่นิยมในปัจจุบันเช่นกัน โดยเฉพาะสำหรับมอบเป็นของขวัญ”

Photo: Charles Christen, www.lebendigetraditionen.ch
ทำคุกกี้ให้เสร็จก่อนวันที่ 6 ธันวาคม ซึ่งคือ St Nicholas Day วันที่ซานตาสวิสมาเยี่ยมเยือน ขนมอีกชนิดที่ไม่ควรพลาดคือขนมปังตุ๊กตาสวิสที่มีดวงตาทำจากลูกเกด
St. Nicholas หรือ Samichlaus ตระเวนไปทั่วสวิตเซอร์แลนด์ในวันที่ 6 ธันวาคม เพื่อมอบของขวัญให้เด็กๆโดยหย่อนลงในรองเท้าที่วางรอไว้หน้าประตูบ้าน
ถึงแม้ว่าเขาจะใส่ชุดสีแดงเหมือนซานตาคลอสอย่างที่เราคุ้นเคยกัน ซานตาสวิสไม่ได้มีรูปลักษณ์เป็นคุณตาผู้ใจดี เขามักจะอารักขาโดยผู้ช่วยในชุดคลุมสีดำถือแส้หรือกิ่งไม้ซึ่งมีไว้ใช้เตือนเหล่าเด็กดื้อ และมีลาเป็นพาหนะคู่ใจไม่ใช่กวางเรนเดียร์
“St. Nicholas เดินทางมาที่จัตุรัสใจกลางเมืองหมู่บ้านของเราซึ่งเป็นที่ที่เด็กๆไปรวมตัวกัน เขาเล่านิทานให้เด็กๆฟัง ใครที่สามารถท่องกล่อนกลอนได้ก็จะได้รับลูกกวาดเป็นรางวัล เมื่อตอนฉันเป็นเด็ก เขาเคยมาหาที่บ้าน ถือหนังสือเล่มใหญ่ที่บันทึกทุกอย่างที่เราเคยทำผิด เขาดุพวกเรา และฉันรู้สึกกลัวมากที่จะต้องท่องกลอน” Alexa Tschan จากเมืองLugnorre เล่า

Photo: Alan Cleaver
ชาวสวิสผู้ชื่นชอบของ DIY มักเลือกที่จะทำของขวัญคริสต์มาสเอง หรือไม่ก็ช่วยลูกๆของพวกเขา จากการสำรวจโดยนิตยสาร Migros เมื่อปี 2014 พบว่า 73%ของชาวสวิส การทำของขวัญกับลูกๆนับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับเทศกาลคริสต์มาส
“ฉันชอบทำของขวัญกับลูกๆเพื่อมอบให้คุณตาคุณยาย เรา รวมทั้งพ่อแม่อุปถัมภ์ของพวกเขา และปีนี้พวกเราจะทำลิปบาล์ม โลชั่นทาผิว และสบู่ เป็นของขวัญคริสต์มาส ” Tschan คุณแม่ของลูกวัยหนุ่มเล่าให้เราฟัง

Photo: Hannah Webb
บางครอบครัวไม่ใช่แค่สนุกกับการทำของขวัญ แต่ยังเพลิดเพลินกับการตกแต่งต้นคริสต์มาสอีกด้วย ถ้าหากไม่อยากทำที่แขวนรูปดาวเองก็สามารถหาซื้อได้ตามตลาดคริสต์มาสที่มีอยู่ทั่วประเทศ
ต้นเฟอร์ ที่นำมาใช้ในเทศกาลคริสต์มาสนี้ส่วนใหญ่จะเป็นของจริง มักจะถูกตกแต่งในวันที่ 24 ธันวาคม แต่เด็กๆจะได้รับอนุญาตให้ดูต้นเฟอร์ได้ตั้งแต่ตอนเย็นเป็นต้นไป Dr. Konrad Kuhn ผู้เชี่ยวชาญด้านประเพณีและวัฒนธรรมได้กล่าวไว้ โดยต้นเฟอร์นี้จะประดับไว้จนถึง Three King’s Day ในวันที่ 6 มกราคม
“ต้นไม้เทียนเป็นที่นิยมอย่างสูงทั่วสวิตเซอร์แลนด์ ถึงแม้จะเสี่ยงเกิดไฟไหม้ก็ตาม ชาวสวิสไม่ชื่นชอบหลอดไฟประดับโดยเฉพาะสายไฟระยิบระยับ” Kuhn เสริม อย่างไรก็ตาม ทุกปีมีรายงานว่าหน่วยกู้ภัยได้รับเรียกให้ไปดับไฟต้นคริสต์มาส
ชาวสวิสส่วนใหญ่ใช้เวลากับครอบครัวในเย็นวันที่ 24 ธันวาคม ประดับต้นไม้ด้วยเทียนต่างๆ แลกของขวัญ ร้องเพลง เล่นดนตรี และรับประทานอาหารร่วมกัน
ตามปกติแล้ว ผู้ใหญ่จะบอกเด็กๆว่าซานตาคลอสเป็นผู้ให้ของขวัญ แต่ในสวิตเซอรแลนด์ ใครเป็นคนมอบของขวัญให้เด็กๆนั้นขึ้นอยู่กับพื้นที่ “ในบริเวณที่พูดภาษาเยอรมัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโปรเตสแตนต์ จะเรียกกันว่า Christkind ซึ่งแปลว่าบุตรของพระคริสต์ นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างใหม่ในยุคนี้ ส่วนตอนใต้ของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งส่วนมากเป็นคาทอลิก จะเรียกว่า Père Noël หรือ Weihnachtsmann ซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกับซานตาคลอส” Kuhn กล่าว
Tschan อธิบายว่า Christkind คือพระเยซูน้อยที่มีปีก เธอเล่าต่อว่า “สมัยเด็ก เรารออยู่ในห้องของเราจนกว่า Christkind จะสั่นกระดิ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเราสามารถเข้าไปในห้องนั่งเล่นได้แล้ว แต่น่าเสียดา เมื่อพอเปิดประตูเข้าไป Christkind ก็บินจากไปแล้ว”
หลังจากเปิดกล่องของขวัญแล้ว ก็เป็นช่วงเวลารับประทานอาหาร ก่อนจะตามด้วยการไปโบสถ์ตอนเที่ยงคืน

Photo: Johann H Addicks
สวิตเซอร์แลนด์ไม่มีอาหารดั้งเดิมสำหรับเทศกาลคริสต์มาสโดยเฉพาะ ทางเลือกแบบคลาสสิคสำหรับชาวสวิสคือ “fondue chinoise” ชาวสวิสไม่ใส่ชีส แต่จะจุ่มเนื้อสัตว์ลงไปในหม้อน้ำซุปพร้อมทานด้วยผักและอื่นๆ
“เหตุผลคือขั้นตอนการเตรียมเรียบง่าย ทุกคนลวกเนื้อและเลือกซอสได้ตามใจชอบ Kuhn อธิบายเพิ่มเติม อาจมองได้ว่าการทานฟองดูว์ประเภทนี้เป็นสัญลักษณ์ของสังคมแบบปัจเจกบุคคล ในขณะเดียวกัน ฟองดูว์คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของมื้ออาหารแห่งความสุขระหว่างเพื่อนและครอบครัว” Khun อธิบายเพิ่มเติม
ในบริเวณที่พูดภาษาฝรั่งเศส อาหารประเภทย่างมักได้รับความนิยม สำหรับบริเวณที่พูดภาษาอิตาเลียนนั้น มีอาหารเฉพาะถิ่นที่หาไม่ได้จากที่อื่นใดในประเทศ ซึ่งคือ ขาหมูและถั่วเลนทิลส์ แต่ถ้าคุณไม่ชอบก็มีพาสต้าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่นิยมทานในช่วงนี้ของปี
เมื่อพูดถึงของหวาน เค้กขอนไม้คือตัวเลือกยอดนิยม หรือถ้าอยากทานเค้กประเภทอื่น แนะนำให้เลือกเค้กที่เบาละมุนมากกว่าเค้กเนื้อแน่นหรือเค้กผลไม้ “ขนมปังรสหวาน ปาเน็ตโตเน่ เดิมทีเคยเป็นเค้กคริสต์มาสสุดคลาสสิคในบริเวณที่พูดภาษาอิตาเลียนของสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ปาเน็ตโตเน่มีวางจำหน่ายตลอดปี” Fefete ปิดท้าย
แปลเป็นภาษาไทยโดย Ekthana Education Services
ขอบคุณบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก The Local (www.thelocal.ch)
วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เอกธนา เอ็ดยูเคชั่น เซอร์วิสเซส ร่วมมือกับ Swiss Learning และ Black Tie Services จัดงาน A Journey In the World of Excellence ในบรรยากาศปาร์ตี้น้ำชายามบ่าย ณ ห้องเดอะ เรสซิเดนซ์ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณกรุงเทพ โดยเชิญลูกค้ามาฟังข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาสวิสและสุดยอดโรงเรียนประจำชื่อดังของโลก

เริ่มต้นงานกันอย่างสบายๆ หลังจากที่ลูกค้าลงทะเบียนเข้างานแล้วก็สามารถพาบุตรหลานเข้าร่วมพูดคุยทักทายกับโรงเรียนประจำชั้นในเครือ Swiss Learning โดยสามารถซักถามข้อมูลต่างๆได้จากผู้บริหารโรงเรียนโดยตรง ที่เดินทางมาให้คำแนะนำแบบตัวต่อตัวอย่างใกล้ชิด ก่อนจะดำเนินงานเข้าสู่ช่วงพิธีกล่าวเปิดงานโดย คุณวิฑูร พึงประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายธุรกิจด้านข่าวทั่วไปภาษาไทย ผู้ที่มีประสบการณ์เดินทางไปพบปะโรงเรียนประจำหลายแห่งในเครือ Swiss Learning ได้มาเล่าถึงประสบการณ์และความน่าสนใจของระบบการศึกษาแบบฉบับสวิส ต่อจากนั้น จากนั้นมิสเตอร์ คริสตอฟ-ซาเวียร์ คลิวาซ ประธานบริหาร Swiss Learning องค์กรที่รวบรวมสุดยอดโรงเรียนประจำชั้นนำระดับโลก ได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการศึกษาสวิสและกล่าวแสดงความเสียใจถึงการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย จากนั้น ยังได้รับเกียรติจาก พณ อีโว ซีเบอร์ เอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย กล่าวถวายความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้เป็นที่รักของปวงชนชาวไทยและมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ทรงศึกษาและใช้ชีวิตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวัยเยาว์ พร้อมกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานและกล่าวถึงลักษณะสำคัญและจุดเด่นของการศึกษาของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ช่วงถัดมา คุณเอกธนา ฝ่ายซ้ายคราม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกธนา เอ็ดยูเคชั่น เซอร์วิสเซส ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาสวิส และเปิดวิดีโอแนะนำโรงเรียนประจำชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ทุกโรงเรียนในกลุ่ม Swiss Learning พร้อมบรรยายถึงจุดเด่นและข้อแตกต่างของแต่ละโรงเรียนอย่างละเอียดเพื่อเป็นแนวทางให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้พิจารณาและเลือกโรงเรียนให้บุตรหลานได้อย่างเหมาะสมตรงความต้องการ รวมถึงเชิญผู้บริหารจากโรงเรียนในเครือ Swiss Learning ขึ้นมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมทั้งในแง่ของจุดเด่นและแนะนำหลักสูตร Summer Camp หรือ Winter Camp สำหรับทดลองเรียนก่อนจะตัดสินใจไปเรียนในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากคุณ ฟา เบเนเดทตี้ (Fa Benedetti) ศิษย์เก่า โรงเรียน TASIS The American School In Switzerland โดยคุณฟาได้ยกความดีความชอบให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่มองการณ์ไกลตัดสินใจเลือกประเทศสวิตเซอร์แลนด์ให้คุณฟาไปศึกษาต่อ ซึ่งทำให้คุณฟาได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ทั้งเพื่อนที่มาจากหลากหลายประเทศทั่วโลกและโอกาสที่ได้ไปท่องเที่ยวประเทศต่างๆรอบๆสวิส และเป็นการต่อยอดที่สำคัญที่ทำให้คุณฟาได้มีโอกาสไปศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย นอกจากจะได้รับฟังประสบการณ์จากศิษย์เก่าแล้วนั้น ยังมีในส่วนของฝั่งผู้ปกครองที่มาแบ่งปันประสบการณ์ในการตัดสินใจส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อที่โรงเรียนประจำชั้นนำในสวิตเซอร์แลนด์ โดยได้รับเกียรติจากคุณ สุทัต จิตมั่นคงสุข คุณพ่อน้อง ชาลี ณ บุญ จิตมั่นคงสุข ที่กำลังเรียนอยู่เกรด 11โรงเรียน Leysin American School in Switzerland และ คุณ พรพรรณ มีทรัพย์ คุณแม่ของ น้อง อ้อม ชนาพร สุขวัฒนกูล ทีกำลังเรียนอยู่เกรด 12 โรงเรียน Institut auf dem Rosenberg

ในช่วงท้าย ได้เปิดโอกาสให้แขกผู้มีเกียรติได้พบปะพูดคุยกับโรงเรียนต่างๆ และได้มีการมอบรางวัลเป็น Summer Camp จากโรงเรียนInstitut Montana Zugerberg แก่ลูกค้าผู้โชคดี เพื่อส่งบุตรหลานไปทดลองใช้ชีวิตและสัมผัสประสบการณ์แบบนักเรียนประจำที่สวิตเซอร์แลนด์
วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เอกธนา เอ็ดยูเคชั่น เซอร์วิสเซส ร่วมมือกับ Swiss Learning และ Hello! Magazine จัดงาน ในบรรยากาศDISCOVER WORLD-CLASS EDUCATION ปาร์ตี้น้ำชายามสาย ณ ห้องเดอะ เรสซิเดนซ์ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณกรุงเทพ โดยเชิญลูกค้ามาฟังข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาสวิสและสุดยอดโรงเรียนประจำชื่อดังของโลก

เริ่มต้นงานกันอย่างสบายๆ หลังจากที่ลูกค้าลงทะเบียนเข้างานแล้วก็สามารถพาบุตรหลานเข้าร่วมพูดคุยทักทายกับโรงเรียนประจำชั้นในเครือ Swiss Learning โดยสามารถซักถามข้อมูลต่างๆได้จากผู้บริหารโรงเรียนโดยตรง ที่เดินทางมาให้คำแนะนำแบบตัวต่อตัวอย่างใกล้ชิด ก่อนจะดำเนินงานเข้าสู่ช่วงพิธีกล่าวเปิดงานโดย เชิญ คุณ วราภรณ์ ศิริบุญมา กรรมการผู้จัดการจาก บริษัท เบอร์ด้า ประเทศไทย จำกัด ได้มาเล่าถึงประสบการณ์และความน่าสนใจของระบบการศึกษาแบบฉบับสวิสที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสจริงถึงที่โรงเรียนประจำชั้นนำในสวิตเซอร์แลนด์ ต่อจากนั้น จากนั้นมิสเตอร์ คริสตอฟ-ซาเวียร์ คลิวาซ ประธานบริหาร Swiss Learning องค์กรที่รวบรวมสุดยอดโรงเรียนประจำชั้นนำระดับโลก ได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการศึกษาสวิสและกล่าวแสดงความเสียใจถึงการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย จากนั้น ยังได้รับเกียรติจาก พณ อีโว ซีเบอร์ เอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย กล่าวถวายความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้เป็นที่รักของปวงชนชาวไทยและมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ทรงศึกษาและใช้ชีวิตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวัยเยาว์ พร้อมกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานและกล่าวถึงลักษณะสำคัญและจุดเด่นของการศึกษาของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ช่วงถัดมา คุณเอกธนา ฝ่ายซ้ายคราม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกธนา เอ็ดยูเคชั่น เซอร์วิสเซส ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาสวิส และเปิดวิดีโอแนะนำโรงเรียนประจำชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ทุกโรงเรียนในกลุ่ม Swiss Learning พร้อมบรรยายถึงจุดเด่นและข้อแตกต่างของแต่ละโรงเรียนอย่างละเอียดเพื่อเป็นแนวทางให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้พิจารณาและเลือกโรงเรียนให้บุตรหลานได้อย่างเหมาะสมตรงความต้องการ รวมถึงเชิญผู้บริหารจากโรงเรียนในเครือ Swiss Learning ขึ้นมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมทั้งในแง่ของจุดเด่นและแนะนำหลักสูตร Summer Camp หรือ Winter Camp สำหรับทดลองเรียนก่อนจะตัดสินใจไปเรียนในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากคุณกรกนก ยงสกุล ศิษย์เก่า Beau Soleil College Alpin International โดยคุณกรกนกมาบอกเล่าเหตุผลที่ทางบ้านตัดสินใจส่งคุณชายไปเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์ และเล่าถึงประสบการณ์การเรียนที่สามารถต่อยอดมาถึงการทำงานในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากคุณแม่น้องดิกน่า และคุณ ศรัณยา ชื่นมนุษย์ มาบอกเล่าประสบการณ์ถึงการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ส่งลูกสาวไปเรียนโรงเรียนประจำที่สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งนอกจากด้านวิชาการที่น้องมีพัฒนาการขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความสุขในการเรียน ประสบการณ์และกิจกรรมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เหล่าผู้ปกครองพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น้องๆมีความรับผิดชอบและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ในช่วงท้าย ได้เปิดโอกาสให้แขกผู้มีเกียรติได้พบปะพูดคุยกับโรงเรียนต่างๆ และได้มีการมอบรางวัลเป็นนาฬิกาตั้งโต๊ะจาก โอเดอมาร์ส ปิเกต์และรางวัล Summer Camp จาก Institut auf dem Rosenberg แก่ลูกค้าผู้โชคดี เพื่อส่งบุตรหลานไปทดลองใช้ชีวิตและสัมผัสประสบการณ์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก่อนจะตัดสินใจไปเรียนในระยะยาว
วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เอกธนา เอ็ดยูเคชั่น เซอร์วิสเซส ร่วมมือกับ Swiss Learning จัดงาน Discover the World of Excellence in Education ในบรรยากาศปาร์ตี้น้ำชายามบ่าย ณ ห้องเดอะ เรสซิเดนซ์ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณกรุงเทพ โดยเชิญลูกค้ามาฟังข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาสวิสและสุดยอดโรงเรียนประจำชื่อดังของโลก

เริ่มต้นงานกันอย่างสบายๆ หลังจากที่ลูกค้าลงทะเบียนเข้างานแล้วก็สามารถพาบุตรหลานเข้าร่วมพูดคุยทักทายกับโรงเรียนประจำชั้นในเครือ Swiss Learning โดยสามารถซักถามข้อมูลต่างๆได้จากผู้บริหารโรงเรียนโดยตรง ที่เดินทางมาให้คำแนะนำแบบตัวต่อตัวอย่างใกล้ชิด ก่อนจะดำเนินงานเข้าสู่ช่วงพิธีกล่าวเปิดงานโดย คุณวิฑูร พึงประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายธุรกิจด้านข่าวทั่วไปภาษาไทย ผู้ที่มีประสบการณ์เดินทางไปพบปะโรงเรียนประจำหลายแห่งในเครือ Swiss Learning ได้มาเล่าถึงประสบการณ์และความน่าสนใจของระบบการศึกษาแบบฉบับสวิส ต่อจากนั้น จากนั้นมิสเตอร์ คริสตอฟ-ซาเวียร์ คลิวาซ ประธานบริหาร Swiss Learning องค์กรที่รวบรวมสุดยอดโรงเรียนประจำชั้นนำระดับโลก ได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการศึกษาสวิสและกล่าวแสดงความเสียใจถึงการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย จากนั้น ยังได้รับเกียรติจาก พณ อีโว ซีเบอร์ เอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย กล่าวถวายความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้เป็นที่รักของปวงชนชาวไทยและมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ทรงศึกษาและใช้ชีวิตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวัยเยาว์ พร้อมกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานและกล่าวถึงลักษณะสำคัญและจุดเด่นของการศึกษาของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ช่วงถัดมา คุณเอกธนา ฝ่ายซ้ายคราม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกธนา เอ็ดยูเคชั่น เซอร์วิสเซส ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาสวิส และเปิดวิดีโอแนะนำโรงเรียนประจำชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ทุกโรงเรียนในกลุ่ม Swiss Learning พร้อมบรรยายถึงจุดเด่นและข้อแตกต่างของแต่ละโรงเรียนอย่างละเอียดเพื่อเป็นแนวทางให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้พิจารณาและเลือกโรงเรียนให้บุตรหลานได้อย่างเหมาะสมตรงความต้องการ รวมถึงเชิญผู้บริหารจากโรงเรียนในเครือ Swiss Learning ขึ้นมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมทั้งในแง่ของจุดเด่นและแนะนำหลักสูตร Summer Camp หรือ Winter Camp สำหรับทดลองเรียนก่อนจะตัดสินใจไปเรียนในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากคุณนก ทิพย์ชนก อดุลยเดช ศิษย์เก่า College du Leman โดยคุณนกมาบอกเล่าเหตุผลที่ทางบ้านตัดสินใจส่งคุณชายไปเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งประสบการณ์การเรียนและการใช้ชีวิต ตลอดจนความประทับใจและประโยชน์ที่ได้รับจากการไปเรียนที่ที่นั่น รวมไปถึงยังได้รับเกียรติจากคุณ วรฤทัย แต่งเติมพัน คุณแม่น้องบีจี ณัฐกฤตา แต่งเติมพัน ที่กำลังเรียนอยู่เกรด 10 โรงเรียน Institut auf dem Rosenberg มาบอกเล่าประสบการณ์ถึงการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ส่งลูกชายไปเรียนโรงเรียนประจำที่สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงพัฒนาการของน้องในเรื่องต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่เป็นความรับผิดชอบและประสบการณ์ชีวิตที่ได้รับมากมาย

ในช่วงท้าย ได้เปิดโอกาสให้แขกผู้มีเกียรติได้พบปะพูดคุยกับโรงเรียนต่างๆ และได้มีการมอบรางวัลเป็น Summer Camp จากโรงเรียนInstitut Montana Zugerberg แก่ลูกค้าผู้โชคดี เพื่อส่งบุตรหลานไปทดลองใช้ชีวิตและสัมผัสประสบการณ์แบบนักเรียนประจำที่สวิตเซอร์แลนด์
ค่ำวันศุกร์สิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา Ekthana Education Services ร่วมมือกับโรงเรียนบริหารธุรกิจบริการชั้นนำของโลก Glion และ Les Roches จัดงาน Hospitality Dinner ในบรรยากาศสุดชิลริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ BBQ Terrace โรงแรม แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ โดยเรียนเชิญอาจารย์แนะแนวจากทั่วเอเชียรวมกว่า 80 ท่าน มาพบปะพูดคุยทำความรู้จักกัน พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการศึกษา และอัพเดทข้อมูลเกี่ยวกับ Hospitality Management โดยเฉพาะสาขา New Venture Creation, Innovation และ Entrepreneurship



ทำไมสวิตเซอร์แลนด์จึงกลายเป็นประเทศที่มีนวัตกรรมมากที่สุดในโลก
ประเทศเล็กๆบนเทือกเขาแอลป์ที่ขาดแคลนวัตถุดิบ สวิตเซอร์แลนด์ไม่มีทางเลือกมากนักแต่ก็มีการสร้างสรรค์ตัวเองและนำเสนอสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมออย่างไม่มีที่สิ้นสุด การพัฒนาทรัพยากรทางเลือก ทั้งในด้านเกษตรกรรม การท่องเที่ยวและการบริการ อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จและจะยั่งยืนแค่ไหน?
เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 18 สวิตเซอร์แลนด์เป็นที่รู้จักในแรกเริ่มของที่ตั้งที่อยู่บนเทือกเขาแอลป์ บรรดาวัวและฝูงแกะ เช่นเดียวกับในบทประพันธ์ของ “William Tell” ที่ได้กล่าวถึงคนเลี้ยงแกะซึ่งเป็นเหมือนการพูดถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ณ ตอนนี้ เวลาผ่านไปถึงสองร้อยปี สวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองหลวงแห่งนวัตกรรมและระบบเศรษฐกิจที่มั่นคงแข็งแรงและเป็นลำดับต้นๆในระดับนานาชาติสำหรับเรื่องของนวัตกรรม
สิทธิบัตรเป็นอีกหนึ่งในตัวบ่งชี้ความสำเร็จของนวัตกรรม ในระหว่างปี 1985 และ 2014 จำนวนของสิทธิบัตรทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า ไม่น้อยกว่า 2.7 ล้านเป็นประจำทุกๆปี ซึ่งมากกว่า 43000 ใบถูกรับรองในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี 2014 โดยเป็นที่รู้กันว่าสวิตเซอร์แลนด์อยู่ในดับดับที่ 8 ของโลก แต่ถ้าวัดจากสัดส่วนปริมาณประชากรแล้วนั้นถือว่าเป็นอันดับ 1
ความขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติทำให้สวิตเซอร์แลนด์มักพยายามที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ในสวิตเซอร์แลนด์ธุรกิจนั้นแยกย่อยเป็นหน่วยเล็กๆและมีหลายส่วน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำสินค้าส่งออกสู่ตลาดนอกประเทศ ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์เองก็มีประสิทธิภาพมากพอที่จะแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ
เนื่องจากพื้นที่ประเทศส่วนใหญ่รอดพ้นจากการทำลายล้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและด้วยเหตุผลนี้ สวิตเซอร์แลนด์จึงอยู่ในจุดที่ได้เปรียบโดยทำการส่งออกสินค้าจำพวกสิ่งอำนวยความสะดวกไปยังพื้นที่ที่ต้องการซ่อมแซมที่เกิดจากความเสียหายจากสงคราม และยิ่งเป็นประโยชน์อีกมากมายทั้งในเรื่องของความมั่นคงทางนโยบายเศรษฐกิจ การให้ความสำคัญกับการทำงานหนัก การอุทิศตนเองและการศึกษา
สิทธิบัตรกว่า 43,000 ฉบับได้ถูกจดในปี 2014 ในสวิตเซอร์แลนด์
แรงงานข้ามชาติที่มีทักษะการทำงาน
อีกปัจจัยหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของสวิส: การย้ายถิ่นถานในช่วงทศวรรษที่ 16 ถึง 18 มีชาวฝรั่งเศสที่รับถือลัทธิโปรเตสแตนต์จำนวนมากเข้ามาขอลี้ภัยในเจนีวา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีฐานะร่ำรวยและมีทักษะในการค้าขาย
หนึ่งในผลดีของแรงงานเหล่านี้คือการพาเหล่าบรรดาช่างนาฬิกามายังเจนีวา
หลังจากได้ก่อตั้งเป็นสหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1848 บรรดาผู้ลี้ภัยทางการเมืองและกษัตริย์ของยุโรปได้เดินทางมาที่สวิตเซอร์แลนด์ ในบรรดาบุคคลเหล่านี้นั้นรวมไปถึงคณะอาจารย์จากประเทศเยอรมันที่ได้เข้ามาช่วยกันสร้างมหาวิทยาลัยสวิสแห่งใหม่ขึ้น ในฐานะของประเทศที่ก้าวเข้าสู่ความเป็นอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังจากศตวรรษที่ 19 ท้ายที่สุดสวิตเซอร์แลนด์ได้กลายเป็นประเทศที่เป็นที่หมายปองของคนจำนวนมากที่ต้องการเข้ามาทำงานและอาศัยในสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและการครองชีพที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี
มากกว่า 60% ของค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยและพัฒนาในสวิตเซอร์แลนด์ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากภาครัฐ
การลงทุนของต่างชาติ
ตลอดศตวรรษที่ผ่านมาสวิตเซอร์แลนด์สามารถที่จะดึงดูดแรงงานที่มีคุณภาพสูงซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ณ ปัจจุบัน กว่าร้อยละ 60 ของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนารวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 18 ล้านฟรังก์สวิสเป็นทุนที่ได้รับโดยตรงจากภาคเอกชนทั้งสิ้น
ประมาณหนึ่งในสี่ของเงินทุนมาจากรัฐบาลและส่วนที่เหลือมาจากนักลงทุนต่างชาติ สวิตเซอร์แลนด์มีอันดับที่เกี่ยวกับค่าเฉลี่ยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในระดับของเงินทุนสาธารณะเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (ที่ GDP)
แรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่น่าประทับใจของสวิตเซอร์แลนด์ที่ประสบความสำเร็จด้านนวัตกรรมในภาคธุรกิจ บริษัท ขนาดใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ABB, Roche, Nestlé และ Novartis ที่จดสิทธิบัตรกว่า 400 และ 600 ใบในปี 2014
ตามข้อมูลจากสำนักงานสิทธิบัตรยุโรปทำให้พวกเขาอยู่ใน 50 อันดับแรกของผู้สมัครสิทธิบัตรในยุโรป สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางแต่ก็สามารถเป็นผู้นำในระดับนานาชาติในการใช้ประโยชน์จากความรู้ใหม่ๆสำหรับกระบวนการเกี่ยวกับนวัตกรรมของตัวเองและการผลิตที่มีคุณภาพสูงเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์เฉพาะสำหรับตลาดต่างประเทศ
ในการสำรวจของ บริษัท ที่ดำเนินการโดยบริษัทหลักทรัพย์ เครดิต สวิส ในปี 2014 ประมาณร้อยละสิบของ SMEs ในอุตสาหกรรม รายงานว่าพวกเขาเป็นผู้นำในตลาดโลกเป็นอย่างน้อยหนึ่งผลิตภัณฑ์จากผลิตภัณฑ์หลักทั้งหมดของพวกเขา ร้อยละสามสิบเป็นผู้นำของตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์หลักอย่างน้อยหนึ่งอย่างในหนึ่งประเทศ
สิทธิบัตร 200 ใบในระยะเวลา 1 ปี ถูกจดโดย The Swiss Federal Institutes of Technology ในซูริคและโลซาน
สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับโลก
พร้อมด้วยอุตสาหกรรมภาคเอกชน ภาคการศึกษาขั้นสูงก็มีบทบาทสำคัญในฐานะที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของสวิตเซอร์แลนด์ – ตัวอย่างเช่น the Swiss Federal Institute of Technology Zurich (ETHZ) และ EPFL ในโลซาน ทั้งสองมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก ข้อกำหนดหลักของสถาบันเทคโนโลยีในสวิตเซอร์แลนด์คือการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม ในแต่ละปีมีผู้สำเร็จการศึกษามากกว่า 2,000 คนในหลักสูตรปริญญาโทและกว่า 1,000 ในหลักสูตรปริญญาเอก ETHZ และ EPFL จะเข้าร่วมกับภาคเอกชน โดยทั้งสองสถาบันยังดำเนินการวิจัยพื้นฐานและเป็นพันธมิตรกับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐที่ประสบความสำเร็จในการผลิตนวัตกรรมการตลาดที่พร้อมถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่ผ่านกระบวนการต่างๆ ซึ่งพวกเขาได้จดสิทธิบัตรเป็นจำนวนประมาณ 200 ใบในทุกๆปีและอีกกว่า 49 ใบที่พัฒนาต่อยอดจากสิทธิบัตรข้างต้น
ทำอย่างไรให้อยู่อย่างประสบความสำเร็จ
หากสวิตเซอร์แลนด์คือการรักษาตำแหน่งสูงสุดในระดับนานาชาติก็ต้องทำให้เชื่อมั่นว่าเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการพัฒนานวัตกรรมยังคงอยู่เหมือนเดิม รวมถึงตัวอย่างเช่น กฎระเบียบที่เหมาะสำหรับธุรกิจและความเหมาะสมในการจัดเก็บภาษีในประเทศเช่นเดียวกับการใช้บริการฟรีไปยังตลาดต่างประเทศ
นอกจากนี้ก็ควรจะมีกระบวนการที่ดำเนินการง่ายๆสำหรับ บริษัท สวิสและมหาวิทยาลัยสวิสที่จะรับสมัครแรงงานมีฝีมือจากต่างประเทศรวมทั้งจากนอกสหภาพยุโรป / ประเทศ EFTA ซึ่งในที่สุดสวิตเซอร์แลนด์ต้องทำให้แน่ใจว่าระบบการศึกษาของตนยังคงแข็งแกร่ง หากเงื่อนไขพื้นฐานเหล่านี้ด้อยลงไปก็จะเกิดอุปสรรคสำหรับการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ สิ่งหนึ่งคือคู่แข่งในระดับนานาชาติเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา
ขอบคุณข้อมูลต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก https://www.credit-suisse.com/jp/en/articles/articles/news-and-expertise/2016/03/en/innovation-switzerland.html