rio1

  1. หน้าที่ของคุณคืออะไรแล้วคุณทำอะไรบ้าง?

ฉันทำงานให้กับคณะกรรมการจัดงาน Rio 2016 สำหรับงานโอลิมปิกและพาราลิมปิกเกมส์ หน้าที่ของฉันก็คือเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดการสถานที่สำหรับรักบี้และปัญจกีฬาสมัยใหม่สำหรับโอลิมปิกเกมส์และฟุตบอล 7×7 ในพาราลิมปิกเกมส์ ที่จัดขึ้น ณ Deodoro Stadium และ Deodoro Aquatic Center

ตำแหน่งนี้รวมไปถึงการที่ต้องจัดการวางแผนสถานที่ เช่น การติดต่อประสานงานกิจกรรมต่างๆเพื่อดำเนินงานทั้งหมดให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการจัดงาน ณ สถานที่นั้นๆ ทั้งเรื่องการควบคุมการก่อสร้างสถานที่ การบำรุงรักษาและการแบ่งโซนสถานที่จัดงาน รวมถึงให้ความช่วยเหลือผู้จัดการทั่วไปด้านสถานที่ เพื่อสร้างการรับรู้แบบครบถ้วนทั้งในเรื่องของนโยบายและขั้นตอนการจัดงาน

  1. คุณชอบอะไรในงานของคุณ?

ที่รีโอ ฉันชอบแทบทุกอย่าง อย่างแรกเลยก็คือการที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั่นทำให้ฉันรู้เลยว่าตัวเองได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ซึ่งแต่ล่ะคนต่างก็มีความสำคัญกับงานโอลิมปิกและพาราลิมปิก อย่างไรก็ตามหน้าที่ของฉันคือการจัดการเตรียมสถานที่ ฉันรักในหน้าที่ความรับผิดชอบที่มีอยู่นี้แล้วก็ชอบที่จะได้เห็นทีมงานของฉันทำงานในแต่ล่ะขั้นตอนในทุกๆวัน เรามีบรรยากาศการทำงานที่อบอุ่นในสถานที่ทำงานของเราเองและฉันก็มีความสุขที่จะได้แบ่งปันช่วงเวลาที่พิเศษในชีวิตนี้กับพวกเขา

และแน่นอนว่าฉันก็ชอบรีโอเดจาเนโรด้วยเช่นกัน ชอบวิถีชีวิตของคนที่นี่ การได้อยู่ที่นี่ทำให้ผมมีความสุขกับทุกๆวันทุกช่วงเวลาเลยทีเดียว

 

rio2

  1. ทักษะอะไรที่มีความจำเป็นหากจะประสบความสำเร็จในการจัดการอีเว้นท์?

นี่ไม่ใช่งานโอลิมปิกครั้งแรกของฉันดังนั้นผมจึงค่อนข้างมีความพร้อมมากกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่นที่ทำงานโอลิมปิกเป็นครั้งแรก เหมือนที่ฉันเคยทำในตอนที่เรียนอนุปริญญาในด้านการจัดการอีเว้นท์ที่ Glion ฉันเข้าใจเป็นอย่างดีถึงกระบวนการทุกอย่างในการใช้สถานที่เพื่อจัดงานอีเว้นท์ขนาดใหญ่ หลังจากจบมหาวิทยาลัย ฉันก็ยังเรียนรู้ต่อด้วยตัวเองและนั่นทำให้ฉันสามารถพูดได้มากถึงห้าภาษา ทำให้ฉันเชื่อมั่นว่าความรู้ของความแตกต่างของภาษานั้นสร้างประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ให้กับคนที่ทำงานในด้านอีเว้นท์ทั่วโลก แน่นอนว่าใครที่ต้องการอยู่ในอาชีพการทำงานสาขาของอีเว้นท์กีฬาระดับนานาชาติจะต้องอดทนต่อความตึงเครียดและกดดัน สามารถเดินทางไปยังที่ต่างๆได้ มีทักษะการสื่อสารที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะต้องพร้อมสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เสมอและตอบสนองมันอย่างรวดเร็ว

  1. เบื้องหลังที่ทุกคนอาจจะไม่รู้ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?

สิ่งที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับเบื้องหลังคือการสร้างทีม การที่เราสร้างทีมงานที่ดีนั่นทำให้เราสร้าง The Rio 2016 Olympic Games ออกมาได้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน พวกเขาสามารถเป็นเครือข่ายรวมถึงเป็นคอนเนคชั่นที่ดีได้ ที่นี่นอกจากคุณจะได้รู้จักเพื่อนร่วมงานในปัจจุบัน ยังมีโอกาสที่จะได้เจอทีมที่อาจเป็นเพื่อนร่วมงานในอนาคตได้อีกด้วยเพราะโลกของวงการอีเว้นท์นั้นเล็กมาก นั่นทำให้คุณจะได้เจอกับคนที่มีความสามารถและมีประสบการณ์ดีๆอยู่เสมอ

  1. มีการเตรียมการอย่างไรบ้างสำหรับการต้อนรับ Rio 2016 ที่ส่งผลต่อธุรกิจบริการในเมือง?

ฉันเคยมารีโอครั้งแรกเมื่อห้าปีที่แล้ว ตอนนี้เห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเพราะงานโอลิมปิก เมืองเริ่มดูมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับชาวต่างชาติที่เริ่มเข้ามาทำธุรกิจส่วนตัวที่นี่ทั้งคาเฟ่และร้านอาหาร ธุรกิจเหล่านี้ในรีโอพัฒนาไปอีกขั้น มีโรงแรมใหม่ๆมากมายเริ่มเปิดและมีสถานที่เกี่ยวกับธุรกิจบริการเปิดมากมายอีกทั้งยังเริ่มเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้นด้วย

rio3

La Table des Alpes สไตล์ Bistro ที่บริการมื้ออาหารกลางวันที่เป็นกันเองและรวดเร็ว

Screen-Shot-2016-08-08-at-14.06.19

 

“La Table des Alpes” แห่ง โรงแรม The Hotel des Alpes คือภัตตาคารที่บริหารจัดการโดยนักเรียน เป็นสถานที่ให้นักเรียนสาขาบริหารโรงแรมและธุรกิจบริการได้มาฝึกปฏิบัติจริง ทั้งเตรียม ปรุง และเสริ์ฟอาหาร เพื่อเสริมทักษะให้แน่นนอกเหนือจากทฤษฎีในห้องเรียน

ภัตตาคารแห่งนี้ เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาใช้บริการทั้งอาหารกลางวันและเย็น วันอังคาร-วันศุกร์ เมื่อต้นเดือนสิงหาที่ผ่านมา

ภัตตาคารทำการเสิร์ฟมื้อกลางวันโดยนักเรียนของ Glion ที่ La Table des Alpes ผสมผสานระหว่างบิสโทรสไตล์กับเมนูอาหารจานเดี่ยวด้วยการบริการที่รวดเร็วและบรรยากาศที่เป็นกันเอง โดยเป็นภัตตาคารที่บริหารจัดการโดยนักเรียนของ Glion จะเสิร์ฟจานด่วนใน 40 นาที เหมาะอย่างยิ่งกับมื้ออาหารกลางวันที่ต้องการความรวดเร็ว เป็นการเองหรือนักธุรกิจที่ต้องการทานมื้อเที่ยงพร้อมคุยงานไปในเวลาเดียวกัน

สำหรับราคาอาหารอยู่ที่ 22-28 สวิสฟรังก์เท่านั้น โดยเมนูอาหารประกอบไปด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย สลัด อาหารจานหลักและของหวาน โดยวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นรวมถึงมีไวน์หลากหลายชนิดให้เลือกจับคู่กับอาหาร โดยให้บริการตั้งแต่เวลา 12.00 น. จนถึงเวลา 12.45 น.

4013417727_086a99b705_z

Fine dining: อาหารมื้อค่ำ 5 จาน ที่แสนพิเศษ

ในช่วงเย็น ห้องอาหารได้เปลี่ยนเป็นรูปแบบของ fine dining นำเสนอเมนูอาหารห้าจานหลักที่มีการสับเปลี่ยนเมนูทุกสัปดาห์ ได้แก่ อามูส บุชในภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าอาหารเรียกน้ำย่อยรวมถึงอองเทรที่จะเสิร์ฟก่อนอาหารจานหลัก ตามด้วยเมนูปลาหรือเนื้อ ตบท้ายด้วยของหวานเป็นจานสุดท้าย

ด้วยบรรยากาศที่หรูหราจึงมีข้อกำหนดให้ลูกค้าสวมเครื่องแต่งกายที่เป็นกึ่งทางการ (ไม่สวมเสื้อทีเชิร์ต กางเกงขาสั้นหรือรองเท้าผ้าใบ) เปิดบริการตั้งแต่เวลา 18.00 น. – 20.00 น. นักเรียนจะได้ฝึกหัดการเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารที่มีรูปแบบเป็นทางการด้วยเทคนิคการบริการ เช่น การ flambé โดยเป็นการราดบะหรั่นดีหรือเหล้าลงบนกระทะร้อนๆในการประกอบอาหารเพื่อให้อาหารมีกลิ่นหอมของเหล้า รวมไปถึงการ meat-carving หรือการแล่เนื้อนั่นเอง

The Lounge

ห้องอาหารยังมีพื้นที่ของ Lounge ให้บริการด้วยเช่นกัน ซึ่งแขกสามารถใช้เวลาในการผ่อนคลายหลังจากรับประทานอาหารเที่ยงหรืออาหารค่ำเสร็จแล้ว โดยมีไวน์ท้องถิ่น ค็อกเทล และเครื่องดื่มอื่นๆที่โดดเด่นอีกมากมายให้ดื่มด่ำได้ตลอดทั้งปี

3570133808_976cd360f8_z

กฎระเบียบและการสำรองที่นั่ง

มีข้อปฏิบัติเล็กน้อยที่คุณจะต้องเตรียมตัวและวางแผนก่อนมาเยือนห้องอาหาร La Table des Alpes

สามารถชำระเงินสด สกุลเงินสวิสฟรังก์  และ เครดิตการ์ด ยกเว้น Amex และ Post card

อาหารกลางวัน: ไม่มี Dress Code

อาหารค่ำ: Dress Code กึ่งทางการ

ไม่อนุญาติให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในภัตตาคาร

แนะนำให้ทำการสำรองที่นั่งล่วงหน้า , email: reservations.hda@glion.edu

เราคาดหวังที่จะต้อนรับแขกทุกท่านทั้งจากชาว Glion รวมถึงผู้มาเยือนท่านอื่นๆเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆกับมื้ออาหารที่แสนจะคุ้มค่า ได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งลูกค้าที่จะได้รับประทานอาหารที่ราคาสมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นอาหารและเครื่องดื่มในบรรยากาศสถานที่ที่งดงาม สามารถมองเห็นเทือกเขาแอลป์และทะเลสาปเจนีวา และนักเรียนหลักสูตรปริญญาตรี สาขาบริหารโรงแรมและธุรกิจบริการเองก็จะได้ประโยชน์จากสถานการณ์จริง ในบรรยากาศของการบริการลูกค้า โดยนักเรียนมีความมุ่งมั่นที่จะให้บริการและตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้เหนือความคาดหมายและเกิดความประทับใจ

3569338043_62fb25029d_z

 

หากคุณยังไม่รู้จักสวิตเซอร์แลนด์มากพอและไม่รู้ว่าคนสวิสปฏิบัติต่อกันอย่างไร การเข้าสังคมรวมกลุ่มกับคนสวิส อาจกลายเป็นเรื่องยาก เราจะมาเปิดเผย 10 กฏลับที่ไม่เคยประกาศแต่เป็นที่รู้กันเฉพาะในกลุ่มคนสวิส เพื่อให้คุณเรียนรู้และเอาตัวรอดได้

  1. ทักทายอย่างเป็นมิตร 

    ผู้ที่ไปเยือนสวิตเซอร์แลนด์ใหม่ๆ อาจประปลาดใจได้เมื่อเห็นคนสวิสทักทายกันบ่อยมาก ในแง่มุมนี้ มองได้ว่าเพราะสวิตเซอร์แลนด์เป็นเหมือนหมู่บ้านเล็กๆที่ทุกคนพยายามเป็นมิตรต่อกัน (จากข้อมูลของ Schweizer Knigge)  การทักทายทุกคนที่คุณเดินผ่านตามทางเดินหรือเจอในลิฟต์ ในที่ทำงานด้วยคำว่า “Gruezi” หรือ “Bonjour”  ถือว่าเป็นความสุภาพ รวมทั้งการทักทายคนในห้องรอพบแพทย์ หรือทักทายพนักงานในซุปเปอร์มาเก็ตก็เป็นสิ่งที่คนสวิสนิยมทำกัน เมื่อออกไปนอกเมือง ก็ควรทักทายผู้คนที่พบเจอบนถนน สถานีรถไฟ ตอนปีนเขา หรือแม้กระทั่งตอนเล่นสกี

  2. จับมือเช็คแฮนด์

    Sabine Baerlocher  เทรนเนอร์ด้านวัฒนธรรม แห่ง Active Relocation บริษัทในเจนีวา กล่าวว่า โดยปกติแล้วคุณต้องจับมือในการพบเจอครั้งแรกทุกครั้ง เดินเข้าไปในห้องประชุมเจรจาธุรกิจก็จะถูกคาดหวังให้จับมือทักทายทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น เช่นเดียวกันกับการพบปะสังสรรค์ทั่วไป ซึ่งจะต้องจับมือมากขึ้นเมื่อไปพบแพทย์ หมอฟัน หรือแม้กระทั่งช่างทำผม นิสัยนี้เริ่มต้นตั้งแต่อนุบาล เด็กสวิสได้รับการฝึกให้จับมือกับครูเมื่อเริ่มและจบคลาส จึงทำให้การปฏิเสธที่จะจับมือครูผู้หญิงของเด็กนักเรียนชาวมุสลิม 2 คนเมื่อเร็วๆนี้ถูกมองว่าเป็นการต่อต้านวัฒนธรรมสวิสและเหยียดเพศ  Baerlocher เสริมว่า”ไม่ใช่แค่จับมือธรรมดา แต่ต้องจับมือให้แน่น และมองตาคนที่คุณจับมือด้วย และเมื่อคุณสนิทกับเขามากขึ้น ก็สามารถจูบเขา 3 ครั้ง” โดยการจูบนี้สามารถทำได้ระหว่างผู้ชายด้วยกันในภูมิภาคที่พูดภาษาฝรั่งเศสในสวิตเซอร์แลนด์

  3. ตรงต่อเวลา

    ข้อนี้อาจไม่แปลกนัก เพราะทุกคนรู้ดีว่าสวิตเซอร์แลนด์เป็นดินแดนแห่งนาฬิกา คนสวิสให้ความสำคัญกับการรักษาเวลา การมาสายถือว่าใช้ไม่ได้ ดังนั้นต้องแน่ใจว่าคุณจะไปถึงตรงตามที่นัดหมายไว้ หรือจะดีมากถ้าไปก่อนเวลา 5-10 นาที  ฝั่งตรงข้ามจะได้ประทับใจ ถ้าคุณได้รับเชิญไปดินเนอร์ ห้ามมาช้ากว่าเวลาที่เจ้าของงานผู้เชิญแจ้งไว้ ตรวจสอบกับผู้เชิญให้ดีว่าเขาอยากให้คุณไปถึงกี่โมง Baerlocher ยกตัวอย่างว่า สำหรับบางคน โดยเฉพาะที่เป็นเยอรมัน-สวิส ถ้าบอกว่า 19.30 น. นั่นหมายถึง นั่งลงที่โต๊ะเวลา 19.30 น. ในขณะที่บางคนอาจเข้าใจว่า 19.30 น. คือเวลาที่ต้องมาถึง ถ้าดูแล้วคุณกำลังจะไปสายมากกว่า 15 นาที คุณควรโทรบอกเจ้าของงานพร้อมเตรียมเหตุผลหรือข้อแก้ตัวที่ฟังขึ้น

  4. จำชื่อคนให้ได้

    เมื่อเริ่มมีการแนะนำตัวกันในงานพบปะสังสรรค์ คนสวิสจะจับมือและแนะนำชื่อตัวเอง คุณควรทวนชื่อเขา และคุณจะถูกคาดหวังให้เรียกเขาด้วยชื่อตอนบอกลาหลังจบงาน คงไม่ใช่ปัญหาหากเป็นการพบปะสังสรรค์กลุ่มเล็ก แต่คงท้าทายไม่น้อยเมื่อต้องเจอกลุ่มใหญ่ ถ้าคุณไม่เก่งเรื่องการจำชื่อคน ก็ขอแนะนำให้มาถึงคนแรกและกลับคนสุดท้าย

  5. สบตาคู่สนทนา

    เมื่อนั่งอยู่ที่โต๊ะทานอาหารกับคนสวิสและมีการชนแก้ว ต้องมั่นใจว่าคุณชนแก้วกับทุกคนและสบตาพวกเขา ทุกครั้งที่มีการเปิดขวดไวน์ ไม่ว่าจะเป็นไวน์ขาวเมื่อเริ่มต้นอาหารเรียกน้ำย่อยจานแรก จนไปถึงสุราปิดท้ายอาหาร ก็เป็นโอกาสให้ชนแก้ว

  6. พกรองเท้าสลิปเปอร์

    นอกจากจับมือและจูบเจ้าของบ้านแล้ว สิงแรกที่คุณควรทำคือถามว่าคุณต้องถอดรองเท้าหรือไม่ หากเจ้าของบ้านตอบว่าต้อง โดยมากเขามักจะเตรียมรองเท้าแตะเดินในบ้านให้คุณ แต่คุณอาจรู้สึกสบายใจกว่าถ้าสวมรองเท้าตัวเอง ดังนั้นการพกรองเท้าสลิปเปอร์ไปด้วยก็เป็นทางออกที่ดี

  7. เคารพวันอาทิตย์

    คนสวิสให้ความสำคัญกับวันอาทิตย์ มองว่าเป็นวันพิเศษ ร้านค้าต่างๆปิดทำการ เพื่อให้ทุกคนได้ใช้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่  ควรหลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมทางสังคมในวันอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวกับเพื่อนบ้านได้ ถึงแม้จริงๆแล้วควรจะจัดในวันเสาร์มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนสวิสที่อยู่ภูมิภาคที่พูดภาษาเยอรมัน

  8. อย่าเปิดห่อของขวัญ

    ถ้าแขกของคุณถือขวดไวน์หรือกล่องช็อคโกแลตมาให้ อย่าเพิ่งเปิดดื่มและทานทันที คุณควรจะแสดงความขอบคุณแต่เก็บของขวัญไปเปิดทีหลัง และคุณควรจะเตรียมไวน์อย่างระมัดระวังล่วงหน้าหลายสัปดาห์ โดยเลือกไวน์ให้เหมาะกับอาหารแต่ละคอร์ส

  9. อย่าทำอะไรกะทันหัน

    ถ้าคุณอยากจะเชิญใครมาเที่ยวบ้านคุณ คุณควรบอกพวกเขาล่วงหน้า อย่าเชิญแขกในนาทีสุดท้ายในสวิตเซอร์แลนด์เด็ดขาด คุณควรเชิญแขกอย่างน้อยหนึ่งเดือนล่วงหน้า

  10. อย่าพูดเรื่องเงิน

    คงเคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้วว่าอย่าเสวนากันเรื่องเพศ ศาสนา หรือการเมือง กับคนที่คนยังไม่รู้จักดี แต่ถ้าคุณอยากจะสนิทหรือได้รับการเชื้อเชิญจากคนสวิส คุณต้องไม่พูดเรื่องเงิน อย่าพูดเรื่องเงินเดือน อย่าถามคนสวิสว่าพวกเขามีรายได้เท่าไร เพราะถือว่าเป็นข้อห้ามที่คนสวิสจริงจังมาก

ข้อมูลต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก www.thelocal.ch

รูปภาพ Stephan Schacher/Swiss Tourism

ระบบการศึกษาของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุุดในโลก

จากรายงานของ Human Capital Report ประจำปี 2016 ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษา การจ้างงาน และแรงงาน ซึ่งจัดทำโดย World Economic Forum (WEF) องค์กรไม่แสวงผลกำไร ระบุว่าสวิตเซอร์แลนด์มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากฟินแลนด์และนอร์เวย์ จากรางานประจำปีฉบับที่ 4 ระบุว่า การศึกษาระดับประถมศึกษาและระบบการศึกษาโดยรวมของสวิตเซอร์แลนด์มีคุณภาพสูง  สำหรับสายอาชีพนั้น มีการอบรมด้านวิชาชีพที่ดี และงานฝีมือระดับสูงก็มีความหลากหลาย  นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีการอบรมเจ้าหน้าทีที่ดีที่สุด เป็นประเทศที่มีความซับซ้อนทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 3 และเป็นประเทศที่มีการจ้างงานผู้มีฝีมือชั้นสูง

รายงานยังระบุอีกว่า มี 130 ประเทศที่กำลังพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือลงทุนให้กับประชากรของประเทศด้วยการให้การศึกษาและการฝึกอบรมด้านต่างๆ พร้อมติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจต้องใช้เวลายาวนานในการทำให้ประชากรในช่วง 5 อายุ สามารถเข้าถึงการศึกษา มีทักษะอาชีพ และได้รับการจ้างงาน  แต่ 3 ประเทศที่ยังคงครองตำแหน่งก็คือ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ทั้ง 3 ประเทศพัฒนาประชากรอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ประโยชน์จากการลงทุนทางทรัพยากรมนุษย์นี้ถึง 85% อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการจ้างงานในกลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปี สวิตเซอร์แลนด์อยู่ในอันดับที่ 85 ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ประชากรของประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีความเป็นอยู่ที่ดี ส่งผลให้ประชากรสูงวัยไม่จำเป็นต้องทำงาน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.swissinfo.ch

ขอบคุณรูปภาพจาก The American School In Switzerland (TASIS) และ Aiglon College

 

 

 

โรงเรียนประจำที่สวิส บันไดขั้นแรกสู่อนาคต

ทุกคนคงทราบดีว่าการศึกษาคือบันไดขั้นแรกสู่อนาคตที่ดี บรรดาพ่อแม่จึงต้องศึกษาหาข้อมูลเพื่อค้นหาโรงเรียนที่ดีที่สุดสำหรับลูก นอกจากชื่อเสียงด้านวิชาการแล้ว การดูแลเอาใจใส่เด็กก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถ ความถนัด ความสนใจ และความต้องการที่แตกต่างกันไป  จึงควรได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมในวิธีที่ไม่เหมือนกัน นอกจากนั้นในยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างมีความเป็นโกลบอล ธุรกิจต่างๆก็มีความเป็นนานาชาติ ภาษาอังกฤษอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องได้ภาษาอื่นๆด้วยเพื่อจะได้เปรียบคู่แข่ง ดังนั้นการส่งบุตรหลานไปเรียนและใช้ชีวิตอยู่ในบรรยากาศความเป็นนานาชาติตั้งแต่อายุยังน้อยจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อจะได้คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับคนจากต่างชาติต่างวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม บรรยากาศความเป็นนานาชาติอย่างแท้จริงนั้นแน่นอนว่าต้องเป็นต่างประเทศ ดังนั้นความปลอดภัยของบุตรหลานจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากที่พ่อแม่นำมาพิจารณาในการเลือกโรงเรียน สวิตเซอร์แลนด์สามารถตอบโจทย์ประเด็นเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง ไม่มีความขัดแย้งทางการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศ มีสเถียรภาพทางเศรษฐกิจ คุณภาพการศึกษาสูง อากาศและน้ำบริสุทธิ์ เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเติบโตและการเรียนของเด็ก

Swiss Learning เครือข่าย โรงเรียนประจำที่สวิส ที่ดีที่สุดของโลก

Swiss Learning เป็นเครือข่ายที่รวม โรงเรียนประจำที่สวิส ที่ดีที่สุดของโลก ทั้งสิ้น 11 แห่งด้วยกัน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่สนใจส่งบุตรหลานไปเรียนต่อระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย รวมทั้งหลักสูตรระยะสั้นอย่างแคมป์ภาคฤดูร้อนและฤดูหนาว โรงเรียนใน Swiss Learning ได้แก่

จุดเด่นของ โรงเรียนประจำที่สวิส  

 

BECOME A LILMITED EDITION ในโลกลักซ์ชัวรี่ – ธุรกิจแห่งประสบการณ์เหนือระดับ ที่ Glion Institute of Higher Education โรงเรียนบริหารการโรงแรมและธุรกิจบริการอันดับ 2 ของโลก ที่สวิตเซอร์แลนด์

affluent woman small

เมื่อพูดถึง “ธุรกิจลักซ์ชัวรี่” (Luxury Industry) หลายคนคงนึกถึง แบรนด์หรูชื่อดังระดับโลกอย่าง  ปราด้า (Prada) กุชชี่ (Gucci) หรือ หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว “ธุรกิจลักซ์ชัวรี่” ยังครอบคลุมไปถึง สินค้าส่วนบุคคล รถยนต์ การบริการระดับหรู เรือสำราญ เฟอร์นิเจอร์  อาหาร ไวน์และสุรา เรือยอร์ช และ เครื่องบินส่วนตัว อีกด้วย ซึ่งในปัจจุบัน  ธุรกิจลักซ์ชัวรี่นี้ ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แบรนด์ชื่อดังจำนวนไม่น้อย ต่างเริ่มหันมาลงทุนเปิดธุรกิจโรงแรม สปา และภัตตาคาร  เป็นที่ทราบกันดีว่า สินค้าและบริการในธุรกิจลักซ์ชัวรี่ ล้วนแล้วแต่มีราคาสูง ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าถึงได้ แต่สำหรับกลุ่มผู้บริโภค ที่มีกำลังทรัพย์ในการจับจ่ายใช้สอยใช้บริการธุรกิจนี้ ก็ย่อมต้องคาดหวังสูงเช่นกัน  ว่าจะได้อะไรกลับมาจากเงินที่จ่ายไป

อาจกล่าวได้ว่า ธุรกิจลักซ์ชัวรี่เป็น “ธุรกิจแห่งประสบการณ์”  ผู้บริโภคต้องการซื้อ “ประสบการณ์” หรือ “ความรู้สึก” ไม่ใช่ สิ่งของ เป็นการเชื้อเชิญให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับประสบการณ์หรูหราโอ่อ่า  รู้สึกว่าว่าตนเองเป็นคนพิเศษที่ได้รับการปฏิบัติดูแลอย่างพิถีพิถัน แน่นอนว่าการจะสร้างธุรกิจให้มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างเดียวนั้นคงไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องหากลยุทธ์ในการทำให้ลูกค้าประทับใจและกลับมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการอย่างสม่ำเสมออีกด้วย  ยิ่งไปกว่านั้น การทำให้สินค้าและบริการในธุรกิจสามารถครองใจผู้บริโภคได้ทั่วโลกเป็นเวลายาวนานนับสิบนับร้อยปีจนอาจกล่าวว่าเป็นอีกหนึ่งในตำนานในประวัติศาสตร์ อย่างที่บางแบรนด์ทำได้นั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง สำหรับผู้ผลิตหรือผู้บริหารธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกัน ในความท้าทายนั้น ธุรกิจลักซ์ชัวรี่นี  ก็เต็มไปด้วยความน่าสนใจและน่าตื่นเต้น

lux pho bar

ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า  ธุรกิจลักซ์ชัวรี่นี้ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่า อัตราการจ้างงานก็ย่อมสูงขึ้นด้วยเช่นกัน  ผู้ที่จะเข้าทำงานในธุรกิจนี้ได้นั้น  อย่างน้อยจำเป็นต้องมีความหลงใหลในความลักซ์ชัวรี่เป็นพื้นฐาน เพื่อที่จะได้มีแรงผลักดันในการค้นหาแรงบัลดาลใจใหม่ๆมาสร้างสินค้าและบริการ ที่ให้ประสบการณ์สุดพิเศษกับผู้บริโภค  แต่ความหลงใหลเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่เพียงพอ  หากแต่ต้องอาศัยความรู้ความข้าใจ  รวมทั้งทักษะที่สำคัญหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมผู้บริโภค กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ การใส่ใจในรายละเอียด การตั้งราคาสินค้าและบริการ การจัดจำหน่าย วิธีการใช่ชองทางสื่อต่างๆเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค  ตลอดจนการนำเสนอจุดเด่นของแบรนด์ตัวเองได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้  Glion Institute of Higher Education โรงเรียนบริหารการโรงแรมชื่อดังอันดับ 2 ของโลก เป็นสถาบันที่มีประสบการณ์การศึกษาทางด้านธุรกิจโรงแรมและบริการมาต่อเนื่องกว่า 50 ปี ได้เข้าใจและเล็งเห็นถึงความสำคัญในการมอบความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนทักษะที่จำเป็นต่างๆ ในการทำงานในธุรกิจลักซ์ชัวรี่นี้  โดยได้เปิดหลักสูตรปริญญาตรีสาขาใหม่ Luxury Brand Management ซึ่งผู้เรียนจะมีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานจริงกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกในธุรกิจลักซํชัวรี่ 2 ครั้ง ครั้งละ 6 เดือน  รวมทั้งยังได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปที่สถาบันออกแบบชื่อดัง ณ เมืองมิลาน ประเทศ อิตาลี เป็นเวลาสองสัปดาห์ โดยทั้งหลักสูตรปริญญาตรีนี้ จะใช้เวลาเพียง 3 ปีครึ่งเท่านั้น

 

William Blue College of Hospitality Management

WBD Gallery5

William Blue College of Hospitality Management  คืออีกหนึ่งโรงเรียนบริหารธุรกิจบริการในออสเตรเลียที่เราอยากแนะนำ  ที่นี่เปิดสอนหลักสูตรระดับ อนุปริญญา  อนุปริญญาขั้นสูง และปริญญาตรี โดยสามารถจบปริญญาตรีได้ภายใน 3 ปีเท่านั้น ในระหว่างเรียนสามารถทำงานได้ และมีสิทธิ์ยื่นขอวีซ่าเพื่ออยู่ทำงานในออสเตรเลียต่อได้อีก 2 ปี นับว่าเป็น 5 ปีแห่งการเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์การใช้ชีวิตและการทำงานในออสเตรเลีย สามารถเป็นใบเบิกทางสู่อาชีพที่ต้องการในอนาคตได้อย่างแน่นอน

หลักสูตรที่โดดเด่นของ William Blue ก็คือการประกอบอาหาร หรือ Cookery  ล่าสุด Jason Hannah เชฟผู้สอนและผู้ดูแลหลักสูตรการประกอบอาหารเชิงพาณิชย์ หรือ Commercial Cookery ได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ยอดเยี่ยมแห่งปีสาขาการประกอบอาหารเชิงพาณิชย์ประจำปี 2015 จากสถาบันการท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ และการจัดเลี้ยง แห่งออสเตรเลีย (Tourism, Hospitality and Catering Institute of Australia) เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ เมืองซิดนีย์ Jason มีประสบการณ์การทำงานในธุรกิจบริการมายาวนานกว่า 25 ปี สอนที่ William Blue ตั้งแต่ 8 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ตัวเขาเองสนใจด้านอาหารตั้งแต่อายุยังน้อย ความฝันของเขา ณ ตอนนี้คือการได้เห็นคนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นในธุรกิจบริการอย่างสวยงาม

wb content

เมื่อเดือนมกราคม ปี 2015 William Blue ได้ย้ายแคมปัสจากตอนเหนือของซิดนีย์ไปยังเดอะร็อคส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ William Blue Dining ภัตตาคารสำหรับฝึกหัดในโรงเรียนได้รับการจัดอันดับให้เป็นภัตตาคารที่ดีที่สุด 100 อันดับแรกในซิดนีย์โดย Trip Advisor  โดยเจสันก็มีส่วนร่วมในภัตตาคารแห่งนี้ด้วยการสร้างสรรค์เมนูอาหารใหม่ๆและบริหารทีมเชฟผู้สอน นักเรียนที่เรียนจบที่นี่ มีความรู้ทักษะทั้งด้านการประกอบอาหารและการบริหาร ทำให้สามารถประกอบอาชีพเชฟที่ไหนก็ได้ หรือหากอยากเปิดธุรกิจด้านอาหารของตัวเองก็สามารถทำได้เช่นกัน

นอกเหนือจากหลักสูตรการประกอบอาหารเชิงพาณิชย์แล้ว ยังมีหลักสูตรบริหารธุรกิจบริการ การจัดการงานอีเว้นท์ การท่องเที่ยว และธุรกิจทั่วไป ให้เลือกตามความสนใจอีกด้วย

เทศกาลวัฒนธรรมที่กลียอง โรงเรียนบริหารธุรกิจบริการชั้นนำของโลกในสวิตเซอร์แลนด์

26383393393_f61192005c_k

 

ปีนี้ก็เป็นอีกปีที่กลียอง (Glion  Institute of Higher Education) ได้จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมหรือ Cultural Fair ขึ้น โดยในภาคเรียนแรกนี้จัดที่ Hotel des Alpes  ซึ่งมีเทือกเขาสวิสเป็นฉากหลัง มีนักเรียนจากหลากหลายชาติเข้าร่วมงาน ได้แก่ แอลจีเรีย สวีเดน เบลเยียม จีน อียิปต์ ฝรั่งเศส อินโดนีเซีย อิตาลี เลบานอน โมรอคโค เกาหลีใต้ สเปน อังกฤษ ยูเครน และไทย ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเป็นนานาชาติอย่างแท้จริงของกลียอง

 

3

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ เพราะเหล่านักเรียนจากแต่ละประเทศกระตือรือร้นและตั้งใจเตรียมงานเพื่อนำเสนออาหารและวัฒนธรรมของประเทศตัวเองอย่างคึกคัก งานเริ่มต้นเวลาหนึ่งทุ่มตรงและต้อนรับแขกด้วยอาฟเตอร์นูนทีแบบดั้งเดิม โดยฝีมือนักเรียนจากประเทศอังกฤษเจ้าแห่งชายามบ่าย ตามด้วยวาฟเฟิลอบร้อนจากเตาในครัวที่เสิร์ฟโดยนักเรียนเบลเยียม และยังมีอาหารจานเด็ดจากฝั่งตะวันออกให้ลิ้มลองทั้งจีนและไทย  นอกจากอาหารแล้วเครื่องแต่งกายจากนานาประเทศยังเป็นอีกหนึ่งสีสันของงาน  ชุดพื้นเมืองที่โดดเด่นมากมาจากแอลจีเรีย สเปน และอินโดนีเซีย แต่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คงจะเป็นนักเรียนสวีเดน ที่ปรากฏตัวในชุดของ Abba วงดนตรีชื่อดังสัญชาติสวีดิช  การันตีความยอดเยี่ยมด้วยการคว้ารางวัลชุดยอดเยี่ยมของงานภาคเรียนนี้ไปครอง

glion cultural

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดก็คงจะเป็นภาพธงชาติประเทศต่างๆที่เรียงรายตามฝาผนัง แสดงถึงความเป็นนานาชาติที่แฝงไว้ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของนักเรียนกลียอง บูธของแต่ละประเทศตกแต่งอยากสวยงาม จัดแสดงข้อมูลที่น่าสนใจของประเทศนั้นๆไว้ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และเรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี  โดยผู้ชนะรางวัลในสาขาต่างๆได้แก่ การตกแต่งยอดเยี่ยม – อินโดนีเชีย / เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม – สวีเดน /อาหารยอดเยี่ยม – ไทย /ภาพรวมบูธยอดเยี่ยม – อิตาลี

 

 

 

 

ธุรกิจอาหารและเครื่องดิ่ม Food & Beverage Business

Florian Steinmaier ศิษย์เก่าเลส์ โรชส์ จบการศึกษาในปี 2009  เขาประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วภายใน 7 ปีที่ผ่านมาโดยปัจจุบันขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการบริษัทโรงแรมสัญชาติเยอรมัน Roomers Design Hotels ที่กำลังเริ่มโด่งดัง โดยเขาดูแลบริหารโรงแรมที่กำลังจะเปิดตัวในมิวนิค ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้  เขามีประสบการณ์การทำงานในส่วนของอาหารและเครื่องดื่ม (F&B – Food and Beverage) ในหลากหลายโรงแรมชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น Kempinski หรือ Mandarin Oriental เขาได้เเบ่งปันข้อคิดที่ตกผลึกจากการทำงานที่ผ่านมา ว่าด้วยการทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มหรือการบริหารภัตตาคารในโรงแรม  ดังนี้

1. ให้ความสำคัญกับแผนกอาหารและเครื่องดื่ม

ในธุรกิจโรงแรม ส่วนใหญ่วัดผลกันจากจำนวนห้องพัก การจัดการบริหารรายได้จึงมักมุ่งเน้นไปที่แผนกห้องพัก (Rooms Divison)  แผนกอาหารและเครื่องดื่มแท้จริงแล้วเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับโรงแรม จึงควรให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน  อย่าเหมารวมมองว่าถ้าลูกค้าอยู่ในระดับนี้ ก็ควรเก็บเงินเท่านี้  แต่ควรจะศึกษาและทำความเข้าใจลูกค้าให้ดี เพื่อจะได้ตั้งราคาได้อย่างเหมาะสม

2. คำนวณและคาดคะเนความต้องการของลูกค้าโดยอาศัยข้อมูลสถิติที่ผ่านมา

จะจัดการบริหารรายได้ในธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้นั้น สิ่งที่สำคัญคือความสามารถในการคาดคะเนความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โดยอาศัยข้อมูลสถิติที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่โรงแรม แต่ธุรกิจภัตตาคารต่างๆก็สามารถนำหลักการนี้ไปใช้บริหารธุรกิจได้เช่นเดียวกัน ภัตตาคารหลายแห่งเลือกที่จะใช้วิธีลดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้าและสร้างรายได้ อย่างเช่น มา 2 จ่าย 1  ชั่วโมงราคาถูก หรือ อาหารชุดกลางวัน อย่างไรก็ตาม Steinmaier มองว่าวิธีการเหล่านี้เป็นเพียงวิธีการที่อยู่บนพื้นฐานด้านอารมณ์ความรู้สึกมากกว่ากลยุทธ์ที่แท้จริง หากเราศึกษาข้อมูลสถิติ ก็จะสามารถนำมาวิเคราะห์ ค้นหากลุยุทธ์ ในการครองใจและลูกค้า และสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ และตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. เรียนรู้ว่าลูกค้ายินดีจะจ่ายเงินให้กับบริการของเรามากน้อยแค่ไหน

แน่นอนว่า หัวใจของการทำธุรกิจ  ก็คือการทำให้ลูกค้าพึงพอใจ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการหารายได้และสร้างกำไร  เมื่อพิจารณาถึงอุปสงค์ (demand ความต้องการของลูกค้า) และอุปทาน (supply สิ่งที่เราจัดหาให้ลูกค้าได้) สิ่งที่จำเป็นอันดับต้นๆเลยก็คือ ต้องหาวิธีเพิ่มลูกค้าในช่วงที่ไม่น่าจะมีลูกค้ามาใช้บริการ และ หาวิธีเพิ่มรายได้ในช่วงที่ลูกค้ามาใช้บริการมาก Steinmaier  ยกตัวอย่าง วันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบธุรกิจและผู้จัดการแผนกอาหารและเครื่องดื่มในการเพิ่มรายได้ โดยต้องทำความเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร และยินดีจะจ่ายเงินให้กับอะไร ข้อผิดพลาดที่ผู้จัดการส่วนใหญ่ทำก็คือการด่วนสรุปว่าลูกค้าจะห่วงเรื่องราคาและไม่ยอมจ่ายแพง  ซึ่งจริงๆแล้วมันตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญคือการบริการ ไม่ใช่ราคา ดังนั้นนอกจากจะให้ความสำคัญกับการสร้างร้ายได้ให้ธุรกิจแล้ว เจ้าของกิจการยังต้องให้ความสำคัญในการฝึกอบรบพนักงานให้ได้มาตรฐานและสอดคล้องกับความคาดหวังของลูกค้าว่าถ้าจ่ายเงินเท่านี้ เขาควจะได้รับการบริการแบบไหน

 

รูปภาพและบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษ: Les Roches webzine