มาถึงแล้ว โอกาสของน้องๆ ที่ สนใจเรียนการโรงแรมระดับโลก ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นประเทศเป็นต้นกำเนิดสาขาวิชาการโรงแรม สถาบันกลียอง อินซทิติ้ว ออฟ ฮายเอ้อ เอ็ดยูเคชั่น Glion Institute of Higher Education และ เลส์โรชส์ อินเตอร์เนชั่นแนล สคูล ออฟ โฮเต็ล แมเนจเม้นท์ Les Roches International School of Hotel Management ซึ่งทั้งสองสถาบันถูกจัดให้เป็นโรงเรียนบริหารการโรงแรมที่ดีที่สุด 3 อันดับแรกของโลก ได้เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี หลักสูตร “การบริหารการโรงแรม” ใช้ระยะเวลาเรียนตลอดหลักสูตร 3 ปี และ 7.5 เดือน โดยมีความพิเศษกว่ารอบรับสมัครทั่วไป ตรงที่น้องๆ จะมีโอกาสได้ฝึกงานยาวนานกว่าระยะเวลาปกติ กับโรงแรมและรีสอร์ทชั้นนำระดับโลกพร้อมมีรายได้ในระหว่างฝึกงานไปด้วย

 

การรับสมัครนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี หลักสูตร “การบริหารการโรงแรม”ที่จะเปิดเทอมในเดือนตุลาคมนี้ มีความโดดเด่นที่ หลักสูตร ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงานสูงสุดถึง 9 เดือน จากปกติ 6 เดือน โดยใช้ระยะเวลาเรียนทั้งหลักสูตร 3 ปี และ 7.5 เดือน จึงเป็นข้อได้เปรียบที่น้องๆจะได้รับความรู้และประสบการณ์ที่มากขึ้น นั่นหมายถึงรายได้จากการฝึกงานก็มากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนั้น ทางสถาบันยังจัดให้มีโปรแกรมปฐมนิเทศให้กับนักศึกษาใหม่ก่อนเปิดภาคเรียน โดยการพาทัวร์และทำกิจกรรมไปตามสถานที่สำคัญต่างๆ ภายในแคมปัสและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวสวิส พร้อมกับได้เปิดมุมมองและซึมซับความสำคัญของธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวไปในตัวด้วย

 

หลักสูตรดังกล่าว ยังจัดให้มีสาขาวิชาเอก เพื่อสร้างเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในปีสุดท้ายของการเรียน ซึ่ง ถ้าน้องๆ เลือกเรียนที่ สถาบันกลียองอินซทิติ้ว ออฟ ฮายเอ้อ เอ็ดยูเคชั่น Glion Institute of Higher Education น้องๆ สามารถเลือก 7 สาขาวิชาที่น่าสนใจและกำลังเป็นที่ต้องการในภาคธุรกิจทั่วโลก คือ สาขาวิชาการบริหารการโรงแรม สาขาวิชาพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สาขาวิชาการจัดการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริหารรายได้ สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรบุคคล สาขาวิชาการขายและส่งเสริมการตลาดสาขาวิชาการจัดการอีเว้นท์  และสาขาวิชาการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

ด้าน โรงเรียนการโรงแรม เลส์โรชส์ อินเตอร์เนชั่นแนล สคูล ออฟ โฮเต็ล แมเนจเม้นท์ Les Roches International School of Hotel Management ก็เปิดสาขาวิชาเอกเช่นเดียวกัน ซึ่งประกอบด้วย 6 สาขาวิชาเฉพาะด้าน คือ สาขาวิชาประกอบการธุรกิจ สาขาวิชาการเงิน สาขาวิชาการตลาด สาขาวิชาการออกแบบโรงแรมและบริหารโครงการ สาขาวิชาการจัดการธุรกิจการครัว และสาขาวิชาการจัดการอีเว้นท์

ทั้งนี้ เพื่อให้นักศึกษาของของสถาบันได้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถและความมั่นใจใน เรื่องบริหารจัดการที่ตรงกับความสนใจ นอกเหนือจากความรู้เกี่ยวกับงานปฏิบัติการในธุรกิจโรงแรมและบริการเท่านั้น เพื่อรองรับการเติบโตขึ้นสู่สายงานระดับผู้บริหารในอนาคตต่อไป

 

เหตุผล ที่ควรเลือกเรียนการโรงแรมกับสถาบันกลียอง หรือ เลส์ โรชส์

โดยหลักสูตรดังกล่าว เริ่มเปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่บัดนี้  จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2556 สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท เอกธนา เอ็ดยูเคชั่น เซอร์วิสเซส อาคารปาร์คเวนเชอร์อีโคเพล็กซ์ ชั้น 15 ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเพลินจิต โทร 02-106-2541-2 หรือ 081-920-8882 อีเมล์ info@ekthana.comเว็บไซต์  www.ekthana.com

ขอเรียนเชิญผู้ปกครองและน้องๆที่สนใจเรียนทางด้านบริหารการโรงแรมเข้าร่วมแนะแนวการศึกษาต่อ “อาชีพในฝันระดับอินเตอร์”และพูดคุยกับคุณมนทยา อินทรสุขศรี ผู้อำนวยการฝ่ายเรียนรู้และพัฒนา โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ ซึ่งได้รับเกียรติเป็นวิทยากรพิเศษและกรรมการตัดสินผลงานของเด็กนักเรียน ที่สถาบัน เลส์โรชส์ (Les Roches) โรงเรียนการโรงแรมที่ดีที่สุด 3 อันดับแรกของโลก ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2556 ณ ห้องมณฑาทิพย์ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 081-920-8882, 02-106-2541-2 หรือ info@ekthana.com

NABA-Nuova Accademia de Belle Arti Milano, Milan, Italy ได้เปิดโปรแกรม ซัมเมอร์ปี 2013 ระยะตั้งแต่ 2 สัปดาห์ถึง 6 สัปดาห์ โดยแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ

ช่วงที่ 1 วันที่ 24 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม
ช่วงที่ 2 วันที่ 9 กรกฎาคม – 19 กรกฎาคม
และช่วงที่ 3 วันที่ 23 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม

อีกทั้งทาง NABA ยังได้ร่วมมือกับ Central Saint Martins College of Art and Design, เหมือนเช่นทุกๆปี และ ปีนี้ก็ได้ร่วมมือเพิ่มกับทาง Chelsea College of Art and Design ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในโปรแกรม Summer 2013 – Dual city course ระหว่าง 2 เมืองด้านแฟชั่นคือ ลอนดอน และ มิลาน นี้ด้วย

โปรแกรมซัมเมอร์เหมาะสำหรับ นักเรียน นักศึกษาที่ต้องการจะเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานทางด้านออกแบบต่างๆ หรือ เหมาะสำหรับท่านใดที่ยังไม่รู้ว่าท่านชอบงานด้านออกแบบนี้หรือไม่ ซึ่งระยะเวลา 2-6 สัปดาห์ที่จะได้ประสบการณ์ด้านการ ออกแบบด้านต่างๆ เช่น แฟชั่นดีไซด์ อินทีเรียดีไซด์ แฟชั่นเมเนจเม้นท์ กราฟฟิกดีไซด์ หรือการถ่ายภาพ ท่านจะได้เรียนรู้และค้นหาตัวเองก่อนที่จะมุ่งสู่การเรียนสายนี้อย่างจริงจัง โดยโปรแกรมต่างๆมีตั้งแต่พื้นฐาน ระดับกลาง และขั้นสูง ซึ่งนักศึกษาแต่ละท่านก็มีความสามารถด้านนี้ต่างๆกัน ดังนั้นการเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด จะทำให้ท่านได้ประโยชน์จากการเข้าค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆที่มิลานมากที่สุด

NABA, มิลาน อิตาลี เป็นสถาบันที่มีมาตรฐานสูงด้านศิลปะและออกแบบ ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาและทบวงมหาวิทยาลัยของอิตาลี และ กพ. บ้านเราด้วย แต่ถ้าต้องการข้อมูลโดยละเอียด สามารถติดต่อได้ที่ คุณนพ โทร 084 361 2151 หรือ 02 1062541-2 ทุกเวลาครับ

การสมัครเรียนต่อที่อเมริกา เรื่องการบริหารเวลาสำหรับเตรียมตัวสมัครเรียนเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรเตรียมตัวก่อนจะไปเรียนอย่างน้อย 12 เดือน เราควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า มหาวิทยาลัยที่อยากสมัครนั้น แบ่งภาคการศึกษาอย่างไร และมีกำหนดการพร้อมทั้งเงื่อนไขในการรับสมัครนักเรียนต่างชาติอย่างไรบ้าง ผู้สมัครจึงต้องรอบคอบให้มากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ยื่นใบสมัครเรียนไปยังหลายมหาวิทยาลัย เนื่องจากแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีกำหนดการที่ไม่ตรงกัน
นอกจากนี้ อย่าลืมเผื่อเวลาสำหรับการเตรียมตัวสอบวัดความรู้ต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการสอบ TOEFL และการสอบ GRE หรือ GMAT ระยะเวลาที่รอผลสอบ รวมทั้งการส่งเอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่อาจกินเวลาเดินทางเป็นเดือนกว่าจะไปถึงมหาวิทยาลัยที่เราสมัครอีกด้วย


ข้อมูลทางด้านภูมิศาสตร์
สหรัฐอเมริกามีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลติดต่อกัน 48 มลรัฐ ทิศเหนือจรดประเทศแคนาดา ทิศใต้จรดประเทศเม็กซิโกและอ่าวเม็กซิโก ทิศตะวันตกจรดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคทางตะวันตก ทิศตะวันออกจรดชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก มลรัฐที่ 49 คือ อลาสกา อยู่ติดกับฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของแคนาดาและมลรัฐ ที่ 50 คือ ฮาวาย อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค

ข้อมูลทางด้านสภาพภูมิอากาศ
สหรัฐอเมริกามีสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างหลากหลายและแตกต่างกันไปแต่ละเขต เนื่องจากภูมิประเทศที่กว้างใหญ่ โดยทั่วไปแล้วประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีสภาพอากาศค่อนข้างเย็นกว่าประเทศไทย

ข้อมูลทางด้านประชากรและภาษา
ประชากรโดยรวมของสหรัฐอเมริกา มีอยู่ประมาณ 292 ล้านคน

เวลา
มีการจัดแบ่งเวลาออกเป็น 4 โซน ดังนี้
Eastern Time Zone (EST) เวลาช้ากว่าประเทศไทย 12 ชั่วโมง แต่ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน จะมีการปรับเลื่อนเวลาเร็วขึ้น 1 ชั่วโมงเรียกว่า Daylight Saving Time ทำให้เวลาช้ากว่าประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 13 ชั่วโมง เมืองที่อยู่ในเขตนี้ ได้แก่ Boston, New York, Washington D.C., Miami, and Cleveland
Central Time Zone (CTZ) เวลาช้ากว่าประเทศไทย 13 ชั่วแต่ในช่วง Daylight Saving Time ทำให้เวลาช้ากว่าประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 14 ชั่วโมง เมืองที่อยู่ในเขตนี้ ได้แก่ Chicago, New Orleans
Mountain Time Zone (MTZ)  เวลาช้ากว่าประเทศไทย14 ชั่วโมงแต่ในช่วง Daylight Saving Time ทำให้เวลาช้ากว่าประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 14 ชั่วโมง เมืองที่อยู่ในเขตนี้ ได้แก่ Denver, Phoenix
Pacific Time Zone (PTZ) เวลาช้ากว่าประเทศไทย 15 ชั่วโมงแต่ในช่วง Daylight Saving Time ทำให้เวลาช้ากว่าประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 16 ชั่วโมง เมืองที่อยู่ในเขตนี้ ได้แก่ San Francisco, Seattle, Hawaii

ระบบการศึกษา
ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีระบบการศึกษาหรือหลักสูตรการศึกษาในระดับประเทศ ในแต่ละรัฐ จะมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่คล้ายกับกระทรวงศึกษาธิการของตนเอง การศึกษาภาคบังคับ ของประเทศสหรัฐอเมริกาคือระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Grade 12)

1. การศึกษาระดับ First Professional Degree ด้านแพทย์ศาสตร์ ทันตกรรม และสัตวบาล
2. สถาบันสอนภาษา (Language Schools)

ระบบ Semester เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุด ในระยะเวลาหนึ่งปีจะประกอบด้วย 2 Semesters และ 1-2 Summer Sessions แต่ละ Semester ยาวประมาณ 16 สัปดาห์ ดังนี้ Fall Semester เปิดประมาณปลายสิงหาคม กลางธันวาคม
Spring Semester เปิดประมาณต้นมกราคม – เมษายน ( บางครั้งSummer Session จะแบ่งครึ่งเป็น 2 ช่วงสั้น )
Summer Session เปิดประมาณกลางพฤษภาคม สิงหาคม
ระบบ Quarterในหนึ่งปีแบ่งออกเป็น 4 Quarter แต่ละ Quarter ใช้เวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์ ดังนี้
Fall Quarter เปิดประมาณกลางกันยายน ธันวาคม
Winter Quarter เปิดประมาณมกราคม กลางมีนาคม
Spring Quarter เปิดประมาณต้นเมษายน กลางมิถุนายน
Summer Quarter เปิดประมาณกลางมิถุนายน- สิงหาคม
ระบบ Trimesterใน 1 ปี แบ่งภาคการศึกษาดังนี้
First Trimester เปิดประมาณกันยายน ธันวาคม
Second Trimester เปิดประมาณมกราคม เมษายน
Third Trimester เปิดประมาณพฤษภาคม สิงหาคม
ระบบ 4-1-4เป็นระบบใหม่ที่ใช้ในสถานศึกษาราว 8% ในสหรัฐอเมริกาแบ่งปีการศึกษาออกเป็น 2 ภาคใหญ่ คั่นด้วยภาคเรียนสั้นๆ ที่เรียกว่า Interim เพื่อให้นักศึกษาไปทำการค้นคว้าด้วยตนเอง หรือออก Field Trip แบ่งภาคเรียน ดังนี้
Fall Semester เปิดประมาณปลายสิงหาคม ธันวาคม
Interim เปิดประมาณเดือนมกราคม (1 เดือน)
Spring Semester เปิดประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พฤษภาคม
ค่าเล่าเรียน 200,000 – 500,000 บาท/ปี (ขึ้นอยู่กับสถาบัน)
ค่าครองชีพ 500,000 บาท/ปี (เป็นอย่างต่ำ)

ทำงานพิเศษ
สำหรับนักศึกษาที่มาศึกษาในอเมริกานั้น แต่จะมีข้อกำหนดว่าห้ามทำงานเกินกว่า 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้านักศึกษากำลังศึกษาอยู่แบบเต็มเวลา จึงทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่มักจะทำงานในมหาวิทยาลัยของตัวเอง

หอพักนักศึกษา
โดยส่วนใหญ่แล้ว วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีบริการด้านที่พักสำหรับนักศึกษา หรือหอพักนั่นเอง ซึ่งส่วนจะเป็นห้องพักสำหรับนักศึกษาโสด และอยู่ภายในหรือใกล้เคียงกับวิทยาเขต

วีซ่านักศึกษา
วีซ่านักเรียนนักศึกษาอเมริกา ใช้สำหรับเดินทางเข้าอเมริกา เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาแบบเต็มเวลา วีซ่าชนิดนี้ มีชื่อเรียกตามสถานทูตอเมริกาว่า วีซ่านักเรียนF1 ซึ่งเป็นหนึ่งในวีซ่าอเมริกา ประเภทชั่วคราว หรือ non-immigration visa ซึ่งนักเรียนที่สนใจไป เรียนต่ออเมริกา  ควรต้องศึกษาให้เข้าใจถึงหลักเกณฑ์ในการยื่นขอ วีซ่านักเรียนอเมริกา ชนิดนี้ เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จในการยื่นวีซ่า และการสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่สถานทูต

ขั้นตอนการขอวีซ่านักเรียนอเมริกา (F-1 Student Visa)
1.) หนังสือเดินทาง (Passport)
2.) รูปถ่ายสี พื้นหลังขาว ขนาด 5×5 เซนติเมตร เห็นใบหู ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน 1 รูป
3.) เอกสารอื่นๆ เพื่อใช้ประกอบการยื่นวีซ่านักเรียนอเมริกา เช่น หลักฐานการศึกษา หลักฐานการทำงาน หลักฐานทางการเงิน
อัตราค่าใช้จ่ายสำหรับการไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา อาจจัดอยู่ในระดับ ที่ค่อนข้างสูงหรือปานกลาง ขึ้นอยู่กับสถาบันการศึกษา เมืองและรัฐ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันการศึกษา รูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว สถาบันการศึกษา ที่มีชื่อเสียงมากกว่า มักมีอัตราค่าเล่าเรียนที่สูงกว่า และเมืองที่มีขนาดใหญ่กว่า มักมีอัตราค่าครองชีพที่สูงกว่าเช่นกัน

10 อันดับโรงเรียนกฎหมายที่ดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา
1.มหาวิทยาลัยเยล ชื่อเต็ม :  โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยเยล (YaleLawSchool)
2. มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชื่อเต็ม :  โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด  (StanfordLawSchool)
3. มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชื่อเต็ม :  โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  (HarvardLawSchool)
4. มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ชื่อเต็ม :  โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (ColumbiaLawSchool)
5. มหาวิทยาลัยชิคาโก ชื่อเต็ม : โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก (University of Chicago Law School)
6. มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ชื่อเต็ม :  โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYULawSchool)
7. มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ชื่อเต็ม :  โรงเรียกฎหมายเบิร์กลีย์  (BerkeleyLawSchool)
8. มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียชื่อเต็ม :  โรงเรียนกฎหมายเพนน์  (PennLawSchool)
9. มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ชื่อเต็ม :  โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย  (University of Virginia School of Law)
10. มหาวิทยาลัยมิชิแกน วิทยาเขตแอน อาร์เบอร์ ชื่อเต็ม : โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน
(University of Michigan Law School)

10 อันดับ โรงเรียนวารสารศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา
1. Columbia University (มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย)
– มหาวิทยาลัยแรกที่มีการให้ปริญญาระดับปริญญาโทด้านวารสารศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา
2. Indiana University – Bloomington (มหาวิทยาลัยอินเดียนา บลูมมิงตัน)
– Ernie Pyle นักวิชาการผู้สร้างชื่อเสียงด้านวารสารศาสตร์ให้แก่มหาวิทยาลัย
3. Northwestern University (มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น)
– มีหลักสูตรด้านวารสารศาสตร์โลกในระดับบัณฑิตศึกษา
4. Ohio University (มหาวิทยาลัยโอไฮโอ)
– มีศิษย์เก่าได้รับชัยชนะในรางวัล Pulitzer Prize (เปรียบได้กับโนเบลด้านวารสารศาสตร์และนิเทศศาสตร์) ถึง 13 คน
5. Syracuse University (มหาวิทยาลัยซีราคิวส์)
– โรงเรียนวารสารศาสตร์ที่ตอบรับนักเรียนเข้าเรียนเพียงแค่ 9 %
6. University of California at Berkeley (มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์)
– มีศูนย์ฝึกด้านสื่อดิจิตอลที่มหาวิทยาลัย
7. University of Florida (มหาวิทยาลัยฟลอริดา)
– มหาวิทยาลัยยอดเยี่ยมอันดับที่ 2 ด้านวารสารศาสตร์ระดับปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกา
8. University of Maryland – College Park (มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ คอลเลจพาร์ก)
– คณาจารย์ของคณะวารสารศาสตร์ของมหาวิทยาลัยได้รับรางวัล Pulitzer Prize
9. University of Missouri – Columbia  (มหาวิทยาลัยมิสซูรี โคลัมเบีย)
– โรงเรียนด้านวารสารศาสตร์แห่งแรกของโลก
10. University of North Carolina at Chapel Hill (มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา แชเปิลฮิลล์)
– มีหลักสูตรพิเศษด้านวารสารศาสตร์วิทยาศาสตร์และการแพทย์

รายชื่อสถาบันสอนภาษาและมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพในการเรียนต่ออเมริกา
1.SanDiegoStateUniversity
2.California State University, Longbeach
3.California State University, EastBay
4.HultBusinessSchool
5.GoldenGateUniversity
6.LincolnUniversity
7.De Anza Community College
8.TacomaCommunity College
9.WhatcomCommunity College
10.Cal America Institute
11.Intrax International Institute
12.Geos Language School
13.Zoni Language School
14.St. Giles International School
15.AmericanAcademy of English
16.LASC

ทำไมจึงควรเลือกเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ

ประเทศอังกฤษมีสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพมากมายสำหรับนักเรียนต่างชาติ มีคอร์สการเรียนทุกระดับ ทุกสาขาวิชา มีระบบฝึกงานเฉพาะด้าน และมีหลักสูตรเรียนทางไกลซึ่งสามารถเรียนอยู่ในประเทศตนเองได้ แม้อังกฤษจะมีค่าครองชีพค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น แต่หลักสูตรปริญญาตรีส่วนใหญ่นั้นจะใช้เวลาเรียนเพียง3 ปีหลักสูตรปริญญาโทใช้เวลาเรียนเพียง 1 ปี ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง และสามารถก้าวสู่ตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น ที่สำคัญกว่านั้นคือสถาบันการศึกษาของอังกฤษหลายๆแห่งมีการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนต่างชาติและนักเรียนต่างชาติสามารถทำงาน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงเปิดเทอม แบบฟูลไทม์ในช่วงปิดเทอมเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายทางบ้านได้

ข้อดีของการเรียนในประเทศอังกฤษ

– มาตรฐานการศึกษาเป็นที่ยอมรับทั่วโลก มหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศอังกฤษมีอายุเก่าแก่และมีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Oxford, Cambridge มหาวิทยาลัยเหล่านี้เป็นเหมือนบรรทัดฐานให้สถาบันการศึกษาในประเทศอังกฤษปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการสอนของตนเองให้ดีอยู่เสมอ นักเรียนจึงวางใจได้ในคุณภาพ
– ค่าใช้จ่ายไม่สูง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอื่นบางประเทศ นอกจากนี้ หลักสูตรในประเทศอังกฤษส่วนมากใช้เวลาเรียนน้อยกว่า เช่น ในระดับปริญญาตรีใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปี และปริญญาโทใช้เวลาเรียนเพียง 1 ปี ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนในระหว่างเรียนได้อีกด้วย
– จากประเทศอังกฤษ นักเรียนสามารถเดินทางไปเที่ยวประเทศต่างๆในยุโรปอย่าง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นทางรถไฟ เครื่องบิน โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
– ได้สัมผัสวัฒนธรรมหลากหลายจากเพื่อนนักเรียนที่มาจากหลายประเทศทั่วโลก

ข้อมูลทางด้านภูมิศาสตร์

สหราชอาณาจักรมีพรมแดนทางทิศใต้จรดช่องแคบอังกฤษซึ่งคั่นระหว่างสหราชอาณาจักรกับภาคพื้นทวีปยุโรป ทางทิศเหนือจรดกับทะเลเหนือทางทิศตะวันตกกับทะเลไอร์แลนด์และมหาสมุทรแอตแลนติก สหราชอาณาจักรมีพรมแดนทางบกกับรัฐอื่นเพียงแห่งเดียว คือระหว่างไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์

ข้อมูลทางด้านภูมิอากาศ

สหราชอาณาจักรมีพรมแดนทางทิศใต้จรดช่องแคบอังกฤษซึ่งคั่นระหว่างสหราชอาณาจักรกับภาคพื้นทวีปยุโรป ทางทิศเหนือจรดกับทะเลเหนือทางทิศตะวันตกกับทะเลไอร์แลนด์และมหาสมุทรแอตแลนติก สหราชอาณาจักรมีพรมแดนทางบกกับรัฐอื่นเพียงแห่งเดียว คือระหว่างไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์

ข้อมูลทางด้านประชากรและภาษา

จากการสำรวจสำมะโนครัวของสหราชอาณาจักรในเดือนเมษายนพ.ศ. 2544 สหราชอาณาจักรมีประชากร 58,789,194 คน โดยมากเป็นอันดับที่ 3 ของสหภาพยุโรป และอันดับ 21 ของโลก ในปีพ.ศ. 2547 สำนักงานสถิติแห่งชาติประมาณการจำนวนประชากรที่ 59,834,300 คนและเพิ่มเป็น 60.2 ล้านคนในอีกสองปีต่อมา โดยการเพิ่มจำนวนประชากรส่วนใหญ่มาจากการอพยพเข้าประเทศ อัตราการเกิดที่สูงขึ้น และอายุขัยที่ยาวนานขึ้น
สหราชอาณาจักรไม่มีภาษาราชการ ภาษาที่พูดกันเป็นส่วนใหญ่คือภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษากลุ่มเจอร์มานิกตะวันตก พัฒนามาจากภาษาอังกฤษโบราณ ภาษาท้องถิ่นอื่นๆ ได้แก่ภาษาสกอต และภาษากลุ่มแกลิกและบริทโทนิก (เป็นกลุ่มภาษาย่อยของกลุ่มภาษาเคลติก)เช่นภาษาเวลส์ ภาษาคอร์นิช ภาษาไอริช และภาษาสกอตติชแกลิกภาษาอังกฤษได้แพร่กระจายไปทั่วโลก จากอิทธิพลของจักรวรรดิบริเตน

ข้อมูลทางด้านศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่ถือศาสนาคริสต์ ศาสนาอื่นได้แก่ ศาสนาพุทธ ฮินดู ยิว อิสลามและซิกข์ ประมาณ 23% ของประชากรไม่มีการยึดถือ ศาสนาใดๆเป็นหลัก

ข้อมูลด้านการเดินทาง

ระบบขนส่งมวลชนในประเทศอังกฤษนั้นค่อนข้างสะดวกสบาย มีจุดเชื่อมโยงกันทำให้การคมนาคมนั้นสะดวก ซึ่งสามารถเดินได้อย่างสะดวกทั้งในเมืองที่พักอยู่และการเดินทางระหว่างเมือง

ค่าครองชีพ 

อังกฤษเป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงติดอันดับต้นๆ ของโลกโดยเฉพาะที่ลอนดอน โดยทั่วไป นักศึกษาต่างชาติที่พำนักอยู่ในลอนดอน จะใช้จ่ายประมาณสัปดาห์ละ 200 Pound น้องแต่ละคนอาจจ่ายมากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับการจับจ่ายใช้สอยของแต่ละคน ตารางข้างล่างเป็นการประมาณการค่าใช้จ่าย 1สัปดาห์   ดังนั้นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับ น้อง ๆ ที่อยากหลีกเลี่ยงค่าครองชีพที่สูงในลอนดอน พี่แนะนำว่าควรเลือกเมืองอื่น ๆ ในอังกฤษ จะช่วยประหยัดงบประมาณของน้อง ๆ ได้มาก

ระบบ การศึกษา

การเตรียมเอกสาร เพื่อยื่นขอวีซ่า, เอกสารขอวีซ่า UK หรือ วีซ่าอังกฤษ มีรายการดังต่อไปนี้
– แบบฟอร์มขอวีซ่า ผ่านระบบออนไลน์ (กรอกข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ) ของทางเว็บไซด์ www.visa4uk.fco.gov.uk
– แบบฟอร์ม Appendix 8 (สำหรับ Tier4 General Student) หรือ Appendix 9 (สำหรับ Tier4 Child Student)
– รูปถ่ายสี พื้นหลังขาว ขนาด 2 นิ้ว (35×45 mm.) D/L เอกสารการถ่ายรูปอย่างถูกต้อง
– หนังสือเดินทาง (Passport) ทุกเล่มที่มี
– เอกสารส่วนตัว เช่น สำเนา บัตรประชาชน/ บัตรข้าราชการ/ บัตรรัฐวิสาหกิจ/ ใบเปลี่ยนชื่อ นามสกุล/ ทะเบียนสมรส/ ทะเบียนหย่า/ ทะเบียนบ้าน/ สูติบัตร ของผู้ยื่นวีซ่า และผู้ที่เกี่ยวข้อง
– หลักฐานการศึกษาและการฝึกอบรม
Confirmation of Acceptance for Studies (CAS) จากทางสถาบันที่เราสมัครเรียน
– เอกสารและใบเสร็จที่ใช้ในการสมัครเรียน รวมถึงใบเสร็จค่าที่พักที่ด้วย (ถ้ามี)
-หลักฐาน ระดับทักษะภาษาอังกฤษ
– หลักฐานการทำงาน
– หลักฐานทางการเงิน ได้แก่ หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า มีเงินสนับสนุนที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตที่ UK ในขณะที่ทำการศึกษาอยู่ที่นั่น และมีจำนวนเงินตามเงื่อนไขที่สถานทูตกำหนดมาไม่น้อยกว่า 28 วัน
– หลักฐานที่พัก ระหว่างทำการศึกษาที่ UK เช่น สัญญาเช่า หนังสือรับรองการให้การสนับสนุนที่พัก เป็นต้น
– หนังสือรับรองการตรวจสุขภาพจาก IOM (Medical Certificate)
-ใบนัดยื่นวีซ่า จาก VFS-UK (ตัวแทนสถานทูต ในการยื่นเรื่องขอวีซ่า)
– ค่าธรรมเนียมวีซ่า เป็นแคชเชียร์เช็ค

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อ

– หลักสูตรวิชาชีพ
ค่าเล่าเรียนในหลักสูตรวิชาชีพ จะเฉลี่ยอยู่ในช่วง £3,900 – £4,800 ต่อปี และสำหรับหลักสูตรประเภท HNDs/HNCs จะมีค่าเล่าเรียนในช่วง £5,700 – £7,500 ต่อปี นอกจากนี้ ยังต้องจัดเตรียมงบประมาณสำหรับ 1 ปีการศึกษา (9 เดือน) ในส่วนของค่าครองชีพ คือ £768 ต่อเดือนสำหรับการเรียนในเมือง London หรือ £600 ต่อเดือนสำหรับการเรียนในเมืองอื่นๆ
– หลักสูตรปริญญาตรี
หลักสูตรปีพื้นฐานหรือ Foundation มีค่าเล่าเรียนอยู่ในช่วง £4,000 – £12,000 ต่อปีในขณะที่หลักสูตรการเตรียมความพร้อมด้านวิชาการระยะสั้น มีค่าเล่าเรียนอยู่ในช่วง £1,000 – £6,000 ค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะกำหนดอัตราค่าเล่าเรียนของตนเอง
สำหรับค่ากินอยู่ อัตราค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยสำหรับนักศึกษาต่างชาติ (ที่พัก อาหาร เสื้อผ้า สันทนาการ ตำรา
ค่าเดินทางในแต่ละวัน) ตกประมาณเดือนละ  £750 ใน London หรือ  £ 650 ในเมืองอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังต้องจัดเตรียมงบประมาณสำหรับ 1 ปีการศึกษา (12 เดือน) ในส่วนของค่าครองชีพ คือ £768 ต่อเดือนสำหรับการเรียนในเมือง London หรือ £600 ต่อเดือนสำหรับการเรียนในเมืองอื่นๆ

มหาวิทยาลัยยอดนิยมในประเทศอังกฤษปี 2013

จากการสำรวจสำมะโนครัวของสหราชอาณาจักรในเดือนเมษายนพ.ศ. 2544 สหราชอาณาจักรมีประชากร 58,789,194 คน โดยมากเป็นอันดับที่ 3 ของสหภาพยุโรป และอันดับ 21 ของโลก ในปีพ.ศ. 2547 สำนักงานสถิติแห่งชาติประมาณการจำนวนประชากรที่ 59,834,300 คนและเพิ่มเป็น 60.2 ล้านคนในอีกสองปีต่อมา โดยการเพิ่มจำนวนประชากรส่วนใหญ่มาจากการอพยพเข้าประเทศ อัตราการเกิดที่สูงขึ้น และอายุขัยที่ยาวนานขึ้น
สหราชอาณาจักรไม่มีภาษาราชการ ภาษาที่พูดกันเป็นส่วนใหญ่คือภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษากลุ่มเจอร์มานิกตะวันตก พัฒนามาจากภาษาอังกฤษโบราณ ภาษาท้องถิ่นอื่นๆ ได้แก่ภาษาสกอต และภาษากลุ่มแกลิกและบริทโทนิก (เป็นกลุ่มภาษาย่อยของกลุ่มภาษาเคลติก)เช่นภาษาเวลส์ ภาษาคอร์นิช ภาษาไอริช และภาษาสกอตติชแกลิกภาษาอังกฤษได้แพร่กระจายไปทั่วโลก จากอิทธิพลของจักรวรรดิบริเตน

ข้อมูลทางด้านศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่ถือศาสนาคริสต์ ศาสนาอื่นได้แก่ ศาสนาพุทธ ฮินดู ยิว อิสลามและซิกข์ ประมาณ 23% ของประชากรไม่มีการยึดถือ ศาสนาใดๆเป็นหลัก

ข้อมูลด้านการเดินทาง

ระบบขนส่งมวลชนในประเทศอังกฤษนั้นค่อนข้างสะดวกสบาย มีจุดเชื่อมโยงกันทำให้การคมนาคมนั้นสะดวก ซึ่งสามารถเดินได้อย่างสะดวกทั้งในเมืองที่พักอยู่และการเดินทางระหว่างเมือง

ค่าครองชีพ 

อังกฤษเป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงติดอันดับต้นๆ ของโลกโดยเฉพาะที่ลอนดอน โดยทั่วไป นักศึกษาต่างชาติที่พำนักอยู่ในลอนดอน จะใช้จ่ายประมาณสัปดาห์ละ 200 Pound น้องแต่ละคนอาจจ่ายมากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับการจับจ่ายใช้สอยของแต่ละคน ตารางข้างล่างเป็นการประมาณการค่าใช้จ่าย 1สัปดาห์   ดังนั้นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับ น้อง ๆ ที่อยากหลีกเลี่ยงค่าครองชีพที่สูงในลอนดอน พี่แนะนำว่าควรเลือกเมืองอื่น ๆ ในอังกฤษ จะช่วยประหยัดงบประมาณของน้อง ๆ ได้มาก

ระบบการศึกษา

Durham University
University of Bath
University of Exeter
University of Glasgow
University of Edinburgh
University of Bristol
City University
University of Kent
University of Southampton

University of Reading
Aston University
Brunel University
University of Liverpool
Coventry University
University of Huddersfield
UWE Bristol

ทำไมจึงควรเรียนต่อที่สเปน
ประเทศสเปนเป็นหนึ่งในประเทศที่คนไทยรู้จักกันดีจากแฟชั่น และกีฬา ซึ่งหลาย ๆ คนเองก็นิยมไปเรียนต่อประเทศสเปน หรือเรียนภาษาสเปน ที่ประเทศสเปน โดยเฉพาะในหลักสูตรทางด้านแฟชั่นดีไซน์ และสำหรับผู้ที่มีความตั้งใจจริงในการศึกษาต่อประเทศสเปนแล้ว  การขอวีซ่าสเปนนั้นจะไม่ใช่เรื่องยากอย่างแน่นอน

ข้อดีของการไปเรียนต่อประเทศสเปน
– ประเทศสเปนมีการวางรากฐานการศึกษามายาวนาน โดยมีมหาวิทยาลัยใน Salamanca ซึ่งเป็น 1 ใน- มหาวิทยาลัยแห่งแรกของยุโรปซึ่งก่อตั้งเมื่อปีค.ศ.1218
– ระบบการศึกษาในสเปนถือได้ว่าเป็นระบบการศึกษาที่ดีที่สุดประเทศหนึ่ง ทั้งในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและของเอกชน ซึ่งได้รับความสำเร็จเท่าเทียมกัน
– การศึกษาในสเปนจะเป็นการศึกษาคู่ขนานระหว่างความรู้เฉพาะทางและวัฒนธรรม, การเมือง และประวัติศาสตร์ของสเปน
– ภาษาสเปนเป็นภาษาที่มีผู้คนสามารถสื่อสารได้มากกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นภาษาราชการของ 21 ประเทศทั่วโลก
– ระบบมหาวิทยาลัยในประเทศสเปนมีการจัดหลักสูตรที่ดีและสมดุลกันระหว่างมนุษยศาสตร์, สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์พื้นฐาน

สเปน (Spain) เป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในยุโรปตะวันตก มีพื้นที่  504782 ตารางกิโลเมตร
รวมทั้งหมู่เกาะแบลิแอริกและ และหมู่เกาะแคนารี  เมืองหลวงคือกรุงมาดริดซึ่งอยู่ตรงกลางประเทศ
สเปนมีพรหมแดนติดกับประเทศฝรั่งเศส  โปรตุเกส และช่องแคบยิบรอลตาร์

ข้อมูลทางด้านสภาพภูมิอากาศ ประเทศสเปน (Spain) ตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น แต่เนื่องจากลักษณะของภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูงๆ ต่ำๆ อากาศของภูมิภาคต่างๆ จึงมีลักษณะแตกต่างกันไปตามสภาพของภูมิประเทศ เช่น ภาคเหนือ มีสภาพอากาศของริมฝั่งทะเล ซึ่งโดยปกติในฤดูหนาวไม่หนาวจัด และเย็นสบายในฤดูร้อน แต่เป็นภาคที่ฝนตกฉุกและมีความชื้นสูง ส่วน ภาคกลาง และ ภาคใต้ สภาพอากาศแห้ง ฝนตกน้อย ในฤดูร้อนอากาศร้อนจัด แต่ในฤดูหนาวไม่หนาวจัด

ข้อมูลทางด้านประชากรและภาษา
ระเทศสเปนมีประชากรทั้งสิ้น 46,754,784 คน (กรกฎาคม 2011) ซึ่งประกอบด้วยเชื้อชาติต่างๆ ได้แก่
– Spanish (ร้อยละ 74)
– Catalan (ร้อยละ 15.9)
– Galician (ร้อยละ 6.3)
– Basque (ร้อยละ 3.8)

ประชากรชาวสเปนนั้นจะใช้ภาษาสเปน และภาษาท้องถิ่นอื่นๆ
เช่นภาษากาตาลัน ภาษากาเยโล ภาษาเบเลนเซียโน ภาษาบาสโก

เวลา
เวลาที่ประเทศสเปนจะช้ากว่าที่ประเทศไทย
5 ชั่วโมง

ระบบการศึกษา
ระบบการศึกษาของสเปนเปิดสอนทุกระดับ ทั้งในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย รวมไปถึงโรงเรียนธุรกิจที่โด่งดังระดับโลกหลายแห่ง ทั้งยังเป็นโอกาสดีที่สุดสำหรับคนที่สนใจเรียนภาษาสเปน เพราะมีให้เลือกหลากหลายหลักสูตร สเปนมีระบบการศึกษาที่ดี การศึกษาช่วยพัฒนาความรู้ ความคิด สามารถก้าวสู่ตลาดงานได้อย่างเต็มศักยภาพ ที่สำคัญคือเปิดโอกาสการเรียนรู้ให้กับชาวต่างชาติ ภายหลังการปฏิรูประบบการศึกษาในสเปน กำหนดให้การศึกษาภาคบังคับไม่เสียค่าเล่าเรียน โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 6-16 ปี
– ระดับ nursery infant education เริ่มตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี
– ระดับประถมศึกษา primary education เริ่มตั้งแต่อายุ 6-12 ปี
– ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (การศึกษาภาคบังคับ) เริ่มตั้งแต่อายุ 12-16 ปี
– ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (การศึกษาภาคบังคับ) เป็นการศึกษา baccalaureate และการฝึกอบรม
– ระดับกลางด้าน vocational training
– การฝึกอบรมระดับสูงด้าน vocational training
– การศึกษาระดับอุดมศึกษา ต้องสอบผ่าน entrance examination
ระดับอุดมศึกษา แบ่งเป็น 3 ระดับ
– ระดับที่หนึ่ง เป็นการศึกษาวิชาการทั่วไป ระยะเวลาในการศึกษา 3 ปี สำเร็จการศึกษาจะได้รับ first degree สามารถไปศึกษาต่อในระดับที่ 2 ระดับปริญญาได้
– ระดับที่สอง ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับที่หนึ่ง ในสาขาวิชาเดียวกับที่จะศึกษาต่อในระดับที่สอง ระยะเวลาในการศึกษา 2 ปี ยกเว้นสาขาแพทยศาสตร์ ใช้เวลาในการศึกษา 6 ปี และสาขาสัตวแพทย์ ใช้เวลาเรียน 5 ปี
– ระดับที่สาม เป็นการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอก เป็นการศึกษาระดับปริญญาโท 1-2 ปี และระดับปริญญาเอก 4 ปี โดยเน้นการทำวิจัย และสอบวิทยานิพนธ์

หอพักนักศึกษา
มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ของสเปนจะมีหอพักนักศึกษา สำหรับบริการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยทั้งแบบห้องเดียวและแบบอาศัยรวม ซึ่งนักศึกษาเองสามารถติดต่อสอบถามกับทางมหาวิทยาลัยได้โดยตรง

แฟชั่นดีไซน์และภาษาสเปน
– หลักสูตรแฟชั่นดีไซน์ (Fashion Design Courses)
ประเทศสเปนนั้นเป็น 1 ในประเทศที่เป็นผู้นำในเรื่องของแฟชั่นดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋า และวงการแฟชั่นระดับโลกก็ให้การยอมรับ ดีไซน์เนอร์ดัง ๆ ในประเทศสเปนที่ได้รับการชื่นชมระดับโลกอาทิเช่น Adolfo Dominguez ซึ่งแบรนด์เสื้อผ้าของเขานั้นมีชื่อเสียงในระดับโลก และมีสาขาทั่วโลกมากกว่า 27 ประเทศ ซึ่งการเรียนแฟชั่นดีไซน์ในประเทศสเปนนั้นจะมีทั้งหลักสูตรภาษาอังกฤษ และหลักสูตรภาษาสเปน ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูได้ที่ IstitutoEuropeo di Design
– หลักสูตรภาษาสเปน
อย่างที่เราทราบกันดีว่า ภาษาสเปน เป็นหนึ่งในภาษาที่ใช้สื่อสารกันมากกว่า 21 ประเทศ ซึ่งหลักสูตรภาษาสเปนนั้น เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจ และต้องการศึกษาวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสังคมของประเทศสเปนอย่างแท้จริง ซึ่งหลักสูตรมีทั้งการเรียนในระยะสั้น และการเรียนในระยะยาว ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูได้ที่ Eurocentres

วีซ่านักศึกษา
สำหรับบุนักเรียนนักศึกษาไทยที่ประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศสเปน มีความจำำเป็นต้องยื่นขอวีซ่า จะต้องยื่นเอกสารดังด้านล่างนี้
– เอกสารสำหรับขอวีซ่านักเรียนสเปน
– กรอกแบบฟอร์มขอวีซ่าให้ครบถ้วน ซึ่งแบบฟอร์มสามารถขอได้ที่สถานฑูตสเปนตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ด้านล่าง
– รูปถ่ายสี 1 นิ้ว พื้นหลักเป็นสีขาว 2 รูป
– หนังสือเดินทาง ซึ่งต้องไม่หมดอายุระหว่างพำนักอยู่ที่ประเทศสเปน
– เงินค่าธรรมเนียมประมาณ 3,000 โดยประมาณ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง
– เอกสารเพิ่มเติมอื่น ๆ ที่จำเป็น ซึ่งสถานฑูตขอดูเพิ่มเติม อาทิ หลักฐานทางการเงิน(ฺBank Statement), หนังสือรับรองจากทางสถาบันที่เราจะไปศึกษา, ใบรับรองแพทย์ที่แสดงว่าเราไม่ติดยาเสพย์ติด และไม่ใช่
บุคคลวิกลจริต (ต้องระบุในใบรับรองด้วย), ใบรับรองความประพฤติที่ออกโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประกันอุบัติภัยเดินทาง
– ใบจองตั๋วเครื่องบิน

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อ
สำหรับมหาวิทยาลัยของรัฐ นักเรียนทุกคนยังต้องจ่ายค่าลงทะเบียนเรียนและค่าหน่วยกิตให้กับมหาวิทยาลัย โดยอัตราค่าเล่าเรียนนั้นขึ้นกับมหาวิทยาลัยและหลักสูตรที่เรียน รวมถึงจำนวนหน่วยกิตของแต่ละวิชา ซึ่งโดยสรุปรายละเอียดค่าเล่าเรียนเมื่อปี 2009/2010 มีดังนั้น
– ค่าเล่าเรียนในระดับปริญญาตรี
– 9.50 – 16 ยูโร ต่อ หน่วยกิต ในกรณีที่ลงทะเบียนรายวิชานี้ครั้งที่ 1
– 12.50 – 21 ยูโร ต่อ หน่วยกิต ในกรณีที่ลงทะเบียนรายวิชานี้ครั้งที่ 2
– 18 – 33 ยูโร ต่อ หน่วยกิต ในกรณีที่ลงทะเบียนรายวิชานี้ครั้งที่ 3 ขึ้นไป
ส่วนใหญ่แล้วในระดับปริญญาตรีจะเรียนทั้งสิ้นประมาณ 180 หน่วยกิตต่อหลักสูตร (60 หน่วยกิตต่อปี) ยกเว้นปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์จะเรียนถึง 240 หน่วยกิตต่อหลักสูตร (60 หน่วยกิตต่อปี)
– ค่าเล่าเรียนในหลักสูตรปริญญาโท
-21 – 30 ยูโรต่อหน่วยกิต ซึ่งในระดับปริญญาโทส่วนใหญ่มักจะเรียนอยู่ที่ 90-120 หน่วยกิต
– ค่าเล่าเรียนในหลักสูตรปริญญาเอก หรือระดับ PhD
– 27 – 53 ยูโรต่อหน่วยกิต

มหาวิทยาลัยยอดนิยมในสเปน
– Universidad Complutense de Madrid
http://pendientedemigracion.ucm.es/?tp=Centros%20y%20Departamentos&a=centros&d=centros.php
– Universidad Carlos III de Madrid
http://www.uc3m.es/portal/page/portal/titulaciones_grado
– Universidad de Navarra
http://www.unav.es/servicio/opusdei
– Universidad de barcelona
http://www.ub.edu/web/ub/en/universitat/coneix_la_ub/facultats_escoles/facultats.html
– Universidad PompeuFabra
http://www.upf.edu/universitat/home_upf/facultats.html
– Centros y Campus universitarios
http://www.upm.es/institucional/UPM/Centros
– Universidad Autónoma de Madrid Grados
http://www.uam.es/ss/Satellite/es/1234886330662/listadoAgrupado/Grados.html
– Universidad de Zaragoza

นิวซีแลนด์ เป็นประเทศอันดับต้น ๆ ที่นักศึกษาจากนานาประเทศต่างพากันเข้ามา ศึกษาต่อ เรียนต่อนิวซีแลนด์ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาฝึกฝนภาษา โดยเลือก เรียนภาษาอังกฤษ ณ สถาบันภาษาในประเทศนิวซีแลนด์  หรือการเรียนในระดับ  High School ปริญญาตรี ปริญญาโท และ ปริญญาเอก ที่มหาลัยวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาอื่นๆ ภายในประเทศก็ตาม  หลากหลายเหตุผลที่นักเรียนไทยนิยมไป เรียนต่อนิวซีแลนด์ อาทิเช่น วัฒนธรรมที่หลากหลาย,  ธรรมชาติที่สวยงาม และระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ

รวมถึงอีกเหตุผลที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในการไปเรียนที่นิวซีแลนด์ถูกกว่าที่ประเทศอื่น คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่นิวซีแลนด์นั้นถูกกว่าประเทศอื่นมากๆเลยและค่าครองชีพที่นิวซีแลนด์ถูกกว่าที่อังกฤษและที่ออสเตรเลียและหลายๆประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก

ข้อดีของการไปเรียนต่อประเทศนิวซีแลนด

ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเกาะตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ห่างจากประเทศออสเตรเลียมาทางทิศตะวันออก 1,600 กิโลเมตร ประเทศนิวซีแลนด์ประกอบด้วย 2 เกาะหลัก คือ เกาะเหนือ (North Island) และเกาะใต้ (South Island) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าประเทศอังกฤษเล็กน้อย และใกล้เคียงกับประเทศญี่ปุ่น และยังมีเกาะเล็กๆ อีกจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะเกาะเล็กซึ่งตั้งอยู่ปลายสุดของเกาะใต้ มีชื่อเรียกว่า เกาะสจ๊วต (Stewart Island)

ข้อมูลทางด้านสภาพภูมิอากาศ
สภาพอากาศ ของประเทศนิวซีแลนด์ ถือเป็นสิ่งที่พิเศษสุดสำหรับประเทศนี้ เนื่องจากไร้ซึ่งมลพิษใดๆ โดยสิ้นเชิง และมีช่วงเวลาสำหรับรับแสงอาทิตย์ตลอดทุกวัน โดยเฉลี่ยวันละ 7 – 8 ชั่วโมง ในฤดูร้อน และ 4 – 5 ชั่วโมง ในฤดูหนาว

ข้อมูลทางด้านประชากรและภาษา
กว่า ชาวเมารี (Maori) ซึ่งมีผิวสีเหลืองมีอยู่ประมาณ 151,100 คน ซึ่งมีสิทธิทางสังคมเทียบเท่ากับชาวผิวขาวทุกอย่าง โดยรัฐบาลกลางอังกฤษให้ความคุ้มครองทั่วถึงทุกคน ชาวนิวซีแลนด์ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนส์ ชาวนิวซีแลนด์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ แต่ขณะเดียวกันภาษาพื้นเมืองเมารียังคงมีบทบาทเช่นกัน โดยเฉพาะการใช้เป็นชื่อสถานที่

เวลา
เวลาของประเทศนิวซีแลนด์ จะเร็วกว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง ยกเว้นช่วงระหว่างตอนต้นเดือน
ตุลาคมถึงต้นเดือนมีนาคม ที่เวลาของนิวซีแลนด์จะเร็วกว่าประเทศไทยเป็น 6 ชั่วโมง

ระบบการศึกษา

– ระดับประถมศึกษา
นักเรียนส่วนมากเริ่มต้นการเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่ออายุ 5 ปี และเข้าศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาตอนปลายเมื่ออายุ 11 ปี โรงเรียนประถมศึกษาหลายแห่งสามารถรับนักเรียนจนกระทั่งอายุ 12 ปี และเข้าต่อระดับมัธยมศึกษาเมื่ออายุ 13-17 หรือ 18 ปี

– ระดับมัธยมศึกษา
นิวซีแลนด์มีโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาอยู่กว่า 400 แห่ง ซึ่งรวมถึง โรงเรียนของรัฐบาล กึ่งรัฐบาล และเอกชน อายุขั้นต่ำของนักเรียนนานาชาติที่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนระดับมัธยมได้คือ 11-13 ปี โดยแต่ละโรงเรียนมีหลักสูตรการเรียนการสอนของตนเองภายใต้การควบคุมดูแลในเรื่องของคุณภาพ และอนุมัติหลักสูตรโดยกระทรวงศึกษาธิการ และการรับรองคุณภาพจาก New Zealand Qualification Authority (NZQA) ภาคการศึกษาแบ่งเป็น 4 เทอม และระหว่างเทอมจะปิดให้นักเรียนพัก 2 สัปดาห์ โรงเรียนมัธยมถูกกำหนดให้มีการสอนไม่น้อยกว่า 190 วัน ต่อปีการศึกษา

– ระดับอุดมศึกษา
การศึกษาในระดับอุดมศึกษาหมายถึง การศึกษาในระดับ ที่สูงกว่ามัธยมศึกษา ซึ่งหมายถึงสถาบันการศึกษาดังต่อไปนี้

– ระดับมหาวิทยาลัย
ในประเทศนิวซีแลนด์มีมหาวิทยาลัยรวม 8 แห่ง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาลทั้งหมด

– ระดับโพลีเทคนิคและสถาบันเทคโนโลยี คือ
สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เปิดสอนในหลักสูตรการฝึกอบรมต่างๆ จนถึงระดับปริญญาในหลากหลายสาขาวิชา

– สถาบันสอนภาษา
มีสถาบันสอนภาษาอังกฤษที่เป็นของเอกชน และที่ขึ้นตรงต่อมหาวิทยาลัยหรือโพลีเทคนิค เปิดสอนหลักสูตรทั้งระยะสั้น (ต่ำกว่า 12 สัปดาห์) และระยะยาวคือ 1 ปี ใช้วิธีการสอนที่ทันสมัย เปิดรับนักศึกษาใหม่ตลอดทั้งปี

ทำงานพิเศษ
นักเรียนนักศึกษาอาจได้รับอนุญาตให้ทำงานพิเศษในระหว่างศึกษาได้ไม่เกิน 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากลงเรียนเต็มเวลาในหลักสูตรระยะยาวที่เป็นหลักสูตรปริญญา (Degree) หรือประกาศนียบัตรชั้นสูง (Diploma) ที่ต้องใช้เวลาเรียนไม่ต่ำกว่า 2 ปี

หอพักนักศึกษา
โดยปกติหอพักนักเรียนจะตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับสถานศึกษา มีให้เลือกทั้งแบบห้องพักเดี่ยวและรวม ทางหอพักจัดหาอาหารให้ทั้ง 3 มื้อในวันหยุด ส่วนวันธรรมดานักเรียนจะซื้อหาอาหารกลางวันเอง

วีซ่านักศึกษา
การที่จะสามารถได้วีซ่านักเรียนนั้น นักเรียนจะต้องแสดง หนังสือรับรองจากสถาบันการศึกษาในนิวซีแลนด์ และในหนังสือรับรองจะต้องระบุถึง หลักสูตรที่เรียน ระยะเวลาของหลักสูตร และหลักสูตรนั้นๆ ได้รับการรับรองว่านักเรียนนานาชาติสามารถลงเรียนได้ รวมไปถึงหลักฐานการชำระค่าเล่าเรียน แสดงหลักฐานทางการเงินว่ามีครอบคลุมค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์
สำหรับนักเรียนที่มีความประสงค์จะศึกษาในนิวซีแลนด์ น้อยกว่า 9 เดือน ต้องแสดงต้องแสดงหลักฐานทางการเงิน NZ $ 1,000 ต่อเดือน

เอกสารในการยื่นขอวีซ่านักเรียนประเทศนิวซีแลนด์

  1. ใบสมัครวีซ่านักเรียนที่ได้กรอกรายละเอียดพร้อมติดรูปถ่ายเรียบร้อยแล้ว และเซ็นชื่อในหน้าที่ 9
  2. ค่าวีซ่า 4,600 บาท (จะไม่มีการคืนค่าวีซ่าไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยเรียกเก็บจากสถานทูตนิวซีแลนด์)
  3. หนังสือเดินทางตัวจริง (Passport) ที่เหลืออายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน พร้อมสำเนาที่ได้รับการรับรองสำเนาอย่างถูกต้อง 1 ชุด
  4. หนังสือรับรองจากสถาบันการศึกษาในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งระบุชื่อหลักสูตร ระยะเวลาเรียน วันที่เริ่มเรียนและวันที่สิ้นสุดของการเรียน พร้อมทั้งหลักฐานการชำระเงินค่าเล่าเรียน
  5. หนังสือรับรองที่พักอาศัยในประเทศนิวซีแลนด์
  6. หนังสือรับรองทางด้านการเงิน ”Financial Under Taking for a Student (NZ1014)” ที่ได้กรอกรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว และให้เจ้าของบัญชีธนาคารเซ็นชื่อในหน้าที่ 2
  7. หลักฐานทางการเงิน (Bank Statement)
    1. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก หรือ Bank Statement ของผู้สนับสนุนทางการเงิน (ผู้ปกครอง) ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ค้ำประกัน สามารถดูแลค่าใช้จ่ายของผู้สมัครได้
    2. จดหมายรับรองของผู้สนับสนุนทางการเงินจากบริษัทที่ทำงานอยู่ โดยระบุรายได้ต่อปี (รวมโบนัส) ตำแหน่ง อายุการทำงาน และต้องออกโดยผู้มีอำนาจ หรือฝ่ายบุคคลของบริษัท/หน่วยงาน/ห้างร้านนั้น
    3. ถ้าหากผู้ค้ำประกันเป็นเจ้าของกิจการ/บริษัท/ห้างร้าน จะต้องมีหนังสือรับรองบริษัท หรือหลักฐานการจดทะเบียน ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเจ้าของกิจการ/บริษัท/ห้างร้านนั้นๆ
  8. หลักฐานการศึกษาครั้งล่าสุด ใบแจ้งผลการเรียน (Transcript) และ การเข้าเรียนจากโรงเรียน/มหาวิทยาลัย ที่กำลังศึกษาอยู่ หรือเพิ่งจบการศึกษา
  9. กรณีนักเรียนที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปีต้องเดินทางโดยลำพัง หรือไม่ได้เดินทางพร้อมกับบิดา-มารดา ต้องมีหนังสือยินยอมจากบิดาและมารดา ระบุว่าอนุญาตให้บุตรเดินทางได้พร้อมเซ็นชื่อ
  10. สำเนาบัตรประชาชน (หรือใบสูติบัตร กรณีอายุไม่ถึง 17 ปี) และทะเบียนบ้านของผู้ปกครอง และผู้สมัคร
  11. สำหรับผู้สมัครที่อายุเกิน 17 ปี และได้ศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์มาแล้ว 2 ปี เมื่อขึ้นปีที่สาม จะต้องยื่นรายงานการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือน โดยสามารถขอได้ที่กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขตปทุมวัน โทร.0-2205-2168-912.
  12. นักเรียนที่ไปศึกษาเป็นระเวลา 6 เดือนแต่ไม่เกิน 12 เดือน ต้องยื่นใบตรวจวัณโรค Temporary Entry X-ray Certificate (NZIS 1096) กรณีศึกษาเกิน 12 เดือนต้องยื่นผล medical examination and a medical and X-ray certificate จากโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองจาก สถานทูตเท่านั้น ได้แก่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สมิติเวช(สุขุมวิท) บากกอกเนิสซิ่งโฮม และโกลบอลด็อกเตอร์ ใบตรวจร่างกายต้องมีอายุไม่เกิน 3 เดือน และต้องใช้แบบฟอร์มจากแผนกวีซ่าสถานทูตนิวซีแลนด์
  13. ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล และเอกสารการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ (ถ้ามี)

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อ
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาจะมีความแตกต่างกันตามระดับของการศึกษา โดยประมาณการค่าใช้จ่ายต่อปีได้ดังนี้

– ระดับมัธยมศึกษา
ค่าเล่าเรียนอยู่ที่ตั้งแต่.7,000.ถึง.25,000.เหรียญต่อปี เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ.9,000.เหรียญต่อปี

– ปริญญาตรี
สายศิลป์ ประมาณ.NZ$.9,500-12,500.ต่อปี
สายวิทย์ ประมาณ.NZ$.14,000-18,500.ต่อปี

– ปริญญาโท-เอก
ประมาณ.NZ$.11,000-33,000.ต่อปี

– โพลีเทคนิค
Dip, ตรี, โท ประมาณ.NZ$.9,000-15,800.ต่อปี

– หลักสูตรภาษาอังกฤษ
Full-time.(25.ชั่วโมงต่อสัปดาห์).ประมาณ.NZ$.320-350 ต่อสัปดาห์
Part-time.(15.ชั่วโมงต่อสัปดาห์).ประมาณ.NZ$250 ต่อสัปดาห์

– ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
ประมาณ.NZ$200.ต่อสัปดาห์

– ค่าที่พัก
Homestay.ตั้งแต่.NZ$.700-960.ต่อเดือน.รวมอาหารมื้อเช้าและเย็นในวันธรรมดา.และอาหารสามมื้อในวันหยุด
Boarding (โรงเรียนประจำ)/Hostel.ประมาณ.NZ$.6,000.ต่อปี.รวมอาหารทุกมื้อ

5 อันดับมหาวิทยาลัยชั้นน้ำของนิวซีแลนด์

  1. University of Auckland
  2. University of Otago
  3. University of Canterbury
  4. VictoriaUniversity of Wellington
  5. MasseyUniversity

รายชื่อมหาวิทยาลัยยอดนิยมในนิวซีแลนด์

  1. Auckland University of Technology (AUT)
  2. Lincoln University
  3. The University of Auckland
  4. Massey University
  5. The University of Waikato
  6. University of Canterbury
  7. University of Otago
  8. Victoria University of Wellington

ประเทศอิตาลีถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีความเจริญทางด้านการศึกษาเป็นอย่างมากเพราะทีสถาบันการเรียนที่มีคุณภาพสูงและเป็นผู้นำด้านการศึกษา  มีหลากหลายสาขาวิชาที่เปิดสอนเช่น  สถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะ การออกแบบ และอื่น ๆ ที่ชื่อเสียงในระดับโลกในเรื่องคุณภาพการสอน รวมทั้งมีภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่เป็นแรงจูงใจในการไปสู่เป้าหมายทางการศึกษา และประสบความสำเร็จในอาชีพ

ประเทศอิตาลี เป็นอีกหนึ่งประเทศในยุโรปที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง และเป็นประเทศในฝันของหลาย ๆ คนในการไปเยือนสักครั้งหนึ่ง อิตาลีนั้นนอกจากจะมีประวัติศาสตร์, อาคาร, ศิลปะที่สวยงามแล้ว วัฒนธรรมต่าง ๆ ก็น่าเรียนรู้เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นหลากหลายเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนนิยมไปเรียนต่อประเทศอิตาลี ซึ่งอิตาลีมีสิ่งที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ คือ มีนครวาติกันซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิคตั้งอยู่กลางกรุงโรม โดยถือเป็นรัฐอิสระไม่ขึ้นกับอิตาลี

ข้อดีของการเรียนภาษาอิตาเลียนในประเทศอิตาลี
– มหาวิทยาลัยในอิตาลีมีคุณภาพสูง และเป็นผู้นำด้านการศึกษา
– ค่าเล่าเรียนถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ นักศึกษาต่างชาติจ่ายค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาเท่ากับนักศึกษาอิตาเลียน
– ค่าครองชีพ ค่าที่พัก ค่าอาหารและค่าเดินทางไม่แพง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศยุโรปอื่น
– มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร
– เป็นสังคมที่มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และการศึกษาในอิตาลีเป็นประสบการณ์การศึกษาที่ดียิ่ง
– ภาษาอิตาเลียนเป็นภาษาโรมันที่มีความใกล้เคียงที่สุดกับภาษาละติน และภาษาอังกฤษ ดังนั้นความรู้ทางภาษาอิตาเลียนจะช่วยให้เราเข้าใจนวัตกรรมของภาษา และการแปรเปลี่ยนของภาษาได้ง่ายขึ้น
– การมีความรู้ในภาษาอิตาเลียน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้สาขาวิชาชีพที่หลากหลายมากขึ้น เนื่องจากประเทศอิตาลีนั้นเป็นผู้นำทางด้านศิลปะการทำอาหาร, การตกแต่งภายใน, แฟชั่น, ออกแบบกราฟฟิก, ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ
– ประเทศอิตาลีเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวขนาดใหญ่ และมีการเติบโตในแต่ละปีด้วยอัตราที่สูง
– ประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมศิลปะของโลกส่วนใหญ่ มากกว่าร้อยละ 60 ที่พบในประเทศอิตาลี และศิลปินหลากหลายคนที่มีชื่อเสียงระดับโลกเป็นชาวอิตาเลียน ไม่ว่าจะเป็น ไมเคิลแองเจลโล หรือจอตโต

อิตาลี (Italy) หรือ สาธารณรัฐอิตาลี (Republic of Italy) เมืองหลวงคือ กรุงโรม (Rome/ Roma) ตั้งอยู่ตอนใต้ของทวีปยุโรป ลักษณะเป็นคาบสมุทรยื่นออกไปใน ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง โดยมีอาณาเขตทางทิศเหนือติดกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรีย ทิศใต้ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทะเลไอโอเนียน ทิศตะวันตกมีพรมแดนจรดประเทศฝรั่งเศส และทะเลไทเรเนียน ส่วนทิศตะวันออกจรดทะเลอาเดรียติก และอยู่ตรงข้ามกับ สโลเวเนียโครเอเชีย บอสเนีย มอนเตเนโกร และแอลเบเนีย

ข้อมูลทางด้านภูมิอากาศ
สภาพอากาศที่อิตาลีจะเป็นอากาศแบบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ มีภูมิอากาศเป็นแบบอบอุ่น อุณหภูมิปานกลาง และมีฝนตกตลอดทั้งปี

ข้อมูลทางด้านประชากรและภาษา
จำนวนประชากร 57.6 ล้านคน(ปี 2000) ประกอบด้วยประชากรช่วงวัยทำงาน ระหว่างอายุ 15-64 ปีถึงร้อยละ 68   โดยมีสัดส่วนประชากรชายและหญิงที่ใกล้เคียงกัน โดยประชากรส่วนใหญ่มีเชื้อชาติอิตาเลียน มีส่วนน้อยที่เป็นลูกผสมกับเยอรมัน ฝรั่งเศส  สโลเวเนีย กรีก ฯลฯ ส่วนภาษาที่ใช้เป็นภาษาราชการคืออิตาเลียน ซึ่งมีประชากรบางส่วนของประเทศมีการใช้ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส สโลเวเนีย ขึ้นอยู่กับว่าประชากรกลุ่มนั้นอาศัยอยู่ใกล้กับพื้นที่ของประเทศใดนั่นเอง

ข้อมูลทางด้านศาสนา
ศาสนาที่ผู้คนส่วนใหญ่ในอิตาลีนับถือ คือ ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งชาวอิตาลีถึง 87.8% เป็นโรมันคาทอลิกโดยพฤตินัย ทั้งนี้ ประเทศอิตาลีมีกลุ่มศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ไม่ค่อยมากนัก เช่น  การอพยพเข้ามาของประชากรจากส่วนอื่นๆ ของโลก เป็นผลทำให้อิตาลีมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ประมาณ 825,000 คน แต่เป็นพลเมืองอิตาลีเพียง 50,000 คน นอกจากนี้ อิตาลีมีชาวพุทธประมาณ 50,000 คน โดยที รัฐบาลอิตาลีได้รับรองสถานะของสมาคมชาวพุทธในอิตาลี เมื่อ 20 มีนาคม พ.ศ. 2543 และมีวัดไทยสำคัญคือ วัดสันตจิตตาราม อยู่ห่างจากกรุงโรม 52 กิโลเมตร

ข้อมูลทางด้านวัฒนธรรม
อิตาลีมีวัฒนธรรมที่คล้ายคนเอเชียโดยให้ความเคารพนับถือผู้สูงอายุ ทั้งนี้การแสดงความเคารพและให้เกียรติผู้สูงอายุถือเป็นมารยาทที่ชาวอิตาเลียนชื่นชมมาก รวมถึงการมอบดอกไม้ที่เป็นการแสดงความยินดีหรือขอบคุณเมื่อได้รับเชิญเป็นแขกควรให้เป็นช่อที่จำนวนเป็นเลขคู่ในการทักทายกับชาวอิตาเลียนที่ยังไม่คุ้นเคยควรให้คำ “Signore” นำหน้าชื่อสกุลผู้ชายและ “Signora” นำหน้าชื่อสกุลผู้หญิง เมื่อแนะนำตัวหรือเรียกขานผู้นั้น ในที่ทำงานและการพบปะทางธุรกิจ เราจะต้องเรียกนามสกุล จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้เรียกชื่อต้นได้ และหากมีคำนำหน้าชื่อ จำเป็นต้องเอ่ยให้ถูกต้องทุกครั้ง
เมื่อได้พบปะรู้จักกับคนใหม่ๆ การทักทายด้วยการจับมือเป็นเรื่องปกติ แต่บ่อยครั้งที่อาจนำมืออีกข้างมาจับที่แขนประกอบด้วย จึงไม่ต้องตกใจไป อีกทั้งคนอิตาลีมักชื่นชมผู้ที่มีการศึกษา มีความสามารถ ประสบความสำเร็จในอาชีพและให้ความสำคัญกับศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม เพลง ไวน์ เสื้อผ้า อาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นเราก็ควรจะศึกษาข้อมูลไว้บ้างหากต้องไปอาศัยอยู่ที่อิตาลี

ข้อมูลด้านการเดินทาง
การเดินทางภายในอิตาลีสามารถทำได้ง่ายและกำหนดเวลาได้ค่อนข้างแน่นอน เพราะว่าอิตาลีมีระบบขนส่งที่ดี และค่อนข้างตรงเวลา ยกเว้นรถไฟปกติที่ไม่ใช่ความเร็วสูง เดินทางท่องเที่ยวภายในเมืองนั้น สามารถเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินหรือรถเมล์ ส่วนการเดินทางระหว่างเมืองใช้รถไฟหรือเครื่องบินจะดวกที่สุด
การเดินทางโดยรถไฟจะมี 2 ลักษณะหลักๆ คือ รถไฟความเร็วสูงซึ่งใช้เวลาเดินทางน้อยและตรงเวลา เหมาะสำหรับเดินทางระหว่างเมืองที่อยู่ห่างกัน แต่จำเป็นต้องเสียค่าจองที่นั่งทุกครั้งก่อนการโดยสาร แต่หากเดินทาง
ระหว่างเมืองใกล้กันนั้น สามารถใช้รถไฟปกติได้ และไม่ต้องเสียค่าจองที่นั่งเพิ่ม แค่มีตั๋วรถไฟก็ขึ้นได้เลย แต่มีข้อเสียคือบางครั้งอาจจะ Delay ได้ตั้งแต่ไม่กี่นาทีจนไปถึงเป็นชั่วโมง ซึ่งอาจจะทำให้แผนการเดินทางเสียได้

ระบบการศึกษา
ระบบการศึกษาในอิตาลี เริ่มภาคบังคับตั้งแต่ประถมศึกษาขึ้นไป หากผู้ที่กำลังต้องการ หรือวางแผน ที่จะ ศึกษาต่อประเทศอิตาลี นั้น ถือได้ว่าข้อมูลระบบการศึกษาจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนที่ดีต่อไป
ระบบการศึกษา ซึ่งสามารถแบ่งได้ ดังนี้

การศึกษาก่อนวัยเรียน – การศึกษาไม่บังคับ
3 เดือน – 3 ขวบ – ศูนย์รับดูแลเด็กเล็ก เสียค่าเรียน
4 – 5 ขวบ – NursingSchoolไม่เสียค่าเรียน

ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น การศึกษาภาคบังคับ ปี
6 – 11 ขวบ – การศึกษาประถมศึกษารวม 5 ปี
12 – 14 ขวบ – การศึกษามัธยมต้นรวม 3 ปีได้ประกาศนียบัตร

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
15 – 17 ปี – โรงเรียนมัธยมปลายสายอาชีพ 3 ปี
15 – 19 ปี – โรงเรียนมัธยมสายสามัญ 5  ปีได้

ปริญญาในมหาวิทยาลัยในอิตาลี
การสมัครเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัย นักศึกษาต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. สำเร็จชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งศึกษาอย่างน้อย 12 ปี
2. หากศึกษามาน้อยกว่า 12 ปี นักศึกษาจะต้องศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมาแล้ว 1 ปีในมหาวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองปีการศึกษา
ภาคที่ 1 ต้นตุลาคม
ภาคที่ 2 ต้นมีนาคม – มิถุนายน
บางคณะอาจเปิดสอนจากพฤศจิกายน – มิถุนายน

การศึกษาระดับอุดมศึกษา 
1st University Level หลักสูตร 3 ปี โดยรับจากผู้มีคุณวุฒิเกรด 13 สำเร็จแล้วได้รับคุณวุฒิ Corsi di Diploma Universitario – DU หรือ University Diploma Course หรือ ScuoleDirette a Fini – SDAFAS
2nd University level หลักสูตร 4 – 5 ปี รับผู้จบเกรด 13 สำเร็จแล้ว ได้รับคุณวุฒิ Laurea course (Corsi di Laurea – CL) ไม่ใช่สายวิชาชีพ ยกเว้นสาขาแพทยศาสตร์ใช้เวลาศึกษา 6 ปี แต่ปกติมักจะใช้เวลามากกว่าหลักสูตร 1 – 2 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้รับคุณวุฒิ Diploma di Laureaสำหรับบุคคลผู้ได้รับ คุณวุฒิเรียก Dottore/Dottoressaนำหน้านามสกุล
3rd University Level Dottorato di Riccrcaหลักสูตร 2 – 5 ปี โดยรับจาก ผู้มีคุณวุฒิ Diploma di Laureaหรือเทียบเท่า  Research doctorate programmes (DR) หลักสูตร 3 – 4 ปี โดยรับจากผู้มีคุณวุฒิระดับที่ 2 หรือ Laurea

วีซ่านักศึกษา
เอกสารประกอบการขอวีซ่าเพื่อการศึกษา (ระยะเวลาพำนักไม่เกิน 365 วัน) มีดังนี้

  1. หนังสือเดินทางที่เหลืออายุใช้งานได้อย่างน้อย 90 วัน หลังวีซ่าหมดอายุ
  2. แบบฟอร์มยื่นคำร้องขอวีซ่าที่กรอกข้อความครบถ้วน
  3. รูปถ่ายปัจจุบันหน้าตรง (อายุไม่เกิน 6 เดือน) ขนาดใช้ติดบัตร จำนวน 1 รูป
  4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน / บัตรประจำตัวข้าราชการ/ รัฐวิสาหกิจ (รับรองสำเนาถูกต้องพร้อมลงลายมือชื่อ)
  5. หลักฐานการเรียนจบการศึกษาครั้งสุดท้าย เช่น ประกาศนียบัตร หรือ ปริญญาบัตร (นักเรียนต้องมีความรู้พื้นฐานภาษาอิตาเลี่ยน ให้ยื่นหลักฐานแสดงว่าได้เรียนคอร์สภาษาอิตาเลี่ยนมาแล้วด้วย)
  6. หนังสือตอบรับจากสถานศึกษาในประเทศอิตาลี ระบุ ชื่อหลักสูตร/ ค่าเล่าเรียน/ ระยะเวลาเรียนทั้งหมด/ จำนวนชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์/ วุฒิทางการศึกษาที่จะได้รับเมื่อเรียนสำเร็จแล้ว
  7. หลักฐานการเงินของผู้ที่จะรับผิดชอบจ่ายค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่นๆในระหว่างการศึกษาที่ประเทศอิตาลี -สมุดบัญชีธนาคารของผู้ออกค่าใช้จ่าย (พร้อมสำเนา ย้อนหลัง อย่างน้อย 6 เดือน)
    – หลักฐานการทำงานของผู้ออกค่าใช้จ่าย
    – ถ้ามีธุรกิจส่วนตัว ให้นำหลักฐานการประกอบธุรกิจ เช่น หนังสือจดทะเบียนธุรกิจ บัญชีรายการทางการเงินของธุรกิจ สมุดบัญชีธนาคารของธุรกิจ
    – หนังสือรับรองการทำงาน
    – หลักฐานรายได้ เช่น ใบแสดงรายการเงินเดือน (Payslip) ฯลฯ
  8. หลักฐานการชำระเงินให้กับทางสถาบัน (ในกรณีที่ได้มีการจ่ายค่ามัดจำ หรือชำระค่าเล่าเรียนทั้งหมดแล้ว)
  9. หลักฐานที่พักอาศัยระหว่างศึกษา ระบุชื่อ/ ที่อยู่ หรือสัญญาเช่า (ถ้ามี)
  10. ประกันสุขภาพและอุบัติการเดินทาง ที่ครอบคลุมระยะเวลาที่พำนักทั้งหมดในประเทศอิตาลี ซึ่งรับรองสิทธิ11. การรับการรักษาพยาบาลที่ประเทศอิตาลี วงเงินความคุ้มครองขั้นต่ำ 30,000 ยูโร
  11. ในกรณีที่นักเรียนมีอายุต่ำกว่า 18 ปีต้องมีหนังสือให้ความยินยอมในการเดินทางจากบิดา-มารดา ซึ่งออกให้ ณ ที่ว่าการเขต หรืออำเภอ
  12. ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า 2,600 บาท (วีซ่าอายุ 91-365 วัน)
  13. สำเนาการจองตั๋วเครื่องบินระบุวันเดินทางไป-กลับ ให้นำมาแสดงในวันที่มาขอรับวีซ่า

ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อ
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆแล้วค่าเล่าเรียนของประเทศอิตาลีถือว่าถูกกว่ามาก  เพราะนักศึกษาชาวต่างชาติที่เข้ามาเรียนต่อประเทศอิตาลีก็จ่ายค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาเท่ากับนักศึกษาอิตาเลี่ยนเช่นกัน  นอกจากนี้เรื่องค่าครองชีพ ค่าที่พัก ค่าอาหารและค่าเดินทางไม่แพง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศยุโรปอื่น ๆ และอีกประการหนึ่งที่สำคัญคือประเทศอิตาลีเป็นสังคมที่มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และการศึกษาในอิตาลีเป็นประสบการณ์การศึกษาที่ดีอย่างยิ่ง

มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของอิตาลีที่ยังเปิดสอน
มหาวิทยาลัยโบโลญญา
มหาวิทยาลัยปาดัว
มหาวิทยาลัยเนเปิลส์เฟเดรีโกที่ 2
http://www.unina.it/index.jsp
มหาวิทยาลัยซีเอนา
http://www.unisi.it/
มหาวิทยาลัยโรมลาซาปีเอนซา
http://www.uniroma1.it/
มหาวิทยาลัยเปรูจา
http://www.unipg.it/en/
มหาวิทยาลัยปิซา
http://www.unipi.it/
มหาวิทยาลัยฟลอเรนซ์
http://www.unifi.it/mdswitch.html
มหาวิทยาลัยปาวีอา
http://www.unipv.eu/site/home.html
มหาวิทยาลัยตูริน
http://www.unito.it/

มร.ไมเคิล ฮักคะบี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลอรีเอท อินเตอร์เนชั่นแนล ยูนิเวอร์ซิตี้  เครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ซึ่งมีมหาวิทยาลัยชั้นนำอยู่ในเครือข่าย 58 แห่งใน 29 ประเทศทั่วโลก

ถ้าใครเคยคิดฝันอยากจะเรียนวิชาสร้างสรรค์และทันสมัยในด้านอาร์ต และดีไซน์ ศิลปะการออกแบบ แฟชั่นดีไซน์ กราฟิกดีไซน์ มัลติมีเดียอาร์ต หรือการออกแบบดิจิตอล การพัฒนาเกมโปรแกรมแอนิเมชั่นสามมิติ การทำภาพยนตร์ ศิลปะการแสดง และถ่ายรูป ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกแล้วละก็ ความฝันไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

มร.ไมเคิล ฮักคะบี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลอรีเอท อินเตอร์ เนชั่นแนล ยูนิเวอร์ซิตี้ เครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก (Laureate International Universites – LIU) ซึ่งมีมหาวิทยาลัยชั้นนำ อยู่ในเครือข่าย 58 แห่งใน 29 ประเทศทั่วโลก บอกว่า “ผมว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ วัฒนธรรม มีเดีย การ สร้างสรรค์ออกแบบกำลังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยเองก็มีนโยบายที่จะพัฒนาในด้านนี้ และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตในด้านนี้อย่างมาก แต่ยังขาดบุคลากร และขาดการรองรับทางด้านนี้ ลอรีเอทเลยอยากเข้ามาแนะนำ แนวทางการศึกษาใหม่ๆ ให้กับประเทศไทย โดยการดึงเอา มหาวิทยาลัยชื่อดังระดับท็อปของโลกจากอเมริกา อิตาลี และ นิวซีแลนด์ เปิด 4 หลักสูตรหนุนแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อนักศึกษาไทย

มหาวิทยาลัยทั้ง 4 สถาบันคือ
1. NewSchool of Architecture and Design โรงเรียนสถาปนิกอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ในเมือง แซนดีเอโก เมืองที่ได้รับขนานนามว่า เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ จนกลายเป็นพื้นที่ทดลอง และค้นหาความคิดสร้างสรรค์ในบรรยากาศชีวิตคนเมือง
2. Santa Fe University of Art and Design เมืองซานตาเฟ สหรัฐอเมริกา เป็นมหาวิทยาลัยที่สตูดิโอภาพยนตร์ระดับฮอลลี วูดใช้ถ่ายทำหนังมากมายหลายเรื่อง และนักศึกษามีโอกาสเข้า ฝึกงานในการถ่ายทำด้วย หลักสูตรที่ได้รับความนิยมมากคือ Film/Video, Performing Arts และ Photography
3. NABA หรือ Nouva Accademia Di Belle Arti Milano โรงเรียนวิชาการออกแบบและศิลปะนานาชาติที่ดีที่สุดใน อิตาลี ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมิลาน มีนักศึกษาจาก 50 ประเทศ ทั่วโลกเข้าร่วมแลกเปลี่ยนในวิชาการออกแบบ เน้นหลักสูตร ด้านดีไซน์ทั้งแฟชั่นดีไซน์ กราฟิกดีไซน์ มีเดียดีไซน์ มัลติมีเดีย อาร์ต เพนท์ติ้ง และวิชวลอาร์ต รวมทั้งเธียเตอร์ดีไซน์
4. Media Design School ที่นิวซีแลนด์ ซึ่งได้รับการจัด ลำดับเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกด้านความริเริ่ม สร้างสรรค์ เปิดการสอนที่แคมปัสในโอกแลนด์ หลักสูตรที่เป็น ที่นิยมคือ การออกแบบดิจิตอล วิชวลเอฟเฟกต์ โปรแกรมสามมิติแอ นิเมชั่น การพัฒนาเกม โรงเรียนนี้มีความสัมพันธ์แน่นหนากับบริษัท ภาพยนตร์ชั้นนำ บริษัทออกแบบวิดีโอเกม บริษัทโฆษณา และเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพที่สร้าง สรรค์ผลงานยอดเยี่ยมในอุตสาหกรรมสื่อดิจิตอลมาแล้วมากมาย

ซึ่งหลักสูตรทั้งหมดนี้สอดคล้องไปกับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติของประเทศไทย ก็เหมือนเป็นการเตรียมความ พร้อมทางบุคลากรเพื่อพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างสรรค์ด้วย ขณะ ที่กลุ่มประเทศเอเชียอย่าง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ได้ก้าวไป สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์เรียบร้อยแล้ว

น่าตื่นเต้นมากสำหรับเยาวชนไทยที่จะได้เปิดโลกกว้างทางการ ศึกษา และเตรียมความพร้อมของตัวเองในโอกาสที่จะมีการเปิดเสรี อาเซียน ในปี 2558 นี้ด้วย  ขอขอบคุณเนื้อหาและรูปภาพจากนิตยสาร Hello